หัวเราะ ๆ คือยาวิเศษ 11 อานุภาพที่ทรงพลังของการหัวเราะ

หลายคนรู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่าการหัวเราะมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการหัวเราะส่งผลดีเฉพาะทางด้านจิตใจเท่านั้น แต่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าการหัวเราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่านั้น ซึ่งเพียงหัวเราะก็ง่ายกว่าการไปหาหมอหรือมีประสิทธิภาพดีกว่ายาเสียอีก ซึ่งจะบอกว่าเสียงหัวเราะเป็น “ยาวิเศษ” ก็ไม่ผิดเท่าใดนัก

นี่คือ 11 เหตุผลที่บ่งชี้ว่าคุณควรจะหัวเราะให้บ่อยและดังขึ้น เพราะการหัวเราะไม่ได้มีดีแค่ต่อสุขภาพจิต หัวเราะเพื่อคลายความเครียดเท่านั้น แต่ยังดีต่อสุขภาพกายชนิดที่อาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

1. การหัวเราะเป็นความปรารถนาดีที่จะส่งผลต่อให้ผู้อื่น

การศึกษาของ BMC Complementary and Alternative Medicine (2010) ระบุว่าโดยทั่วไปแล้วเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเป็นภาษากายที่แปลข้อความออกมาได้ว่าเป็นปรารถนาดีที่จะส่งให้กับผู้อื่น และพบว่าการหัวเราะอาจเป็นลักษณะเฉพาะในมนุษย์ เนื่องจากการยิ้ม มีทั้งรูปแบบที่ตั้งใจ และแบบที่แกล้งทำ ส่วนการหัวเราะต้องอาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อร่วมด้วย จึงเชื่อกันว่านี่เป็นวิวัฒนาการในมนุษย์เพื่อแสดงความเป็นมิตรต่อผู้อื่น

แต่ทว่าการศึกษายังพบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ก็มีการแสดงออกใกล้เคียงกันกับการยิ้มในมนุษย์ สัตว์เหล่านั้นแสดงออกทางสีหน้ามีความสุข และการแยกเขี้ยวยิงฟัน เพื่อแสดงความเป็นมิตรและเข้ากับคนง่าย

2. การหัวเราะช่วยลดความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูง นับเป็นผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุดที่เกิดจากความเครียด และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม ความเครียดจะลดลงได้เมื่อเราหัวเราะ นักวิจัยจึงได้ทำการทดลองว่า เสียงหัวเราะสามารถลดความดันโลหิตลงได้หรือไม่

มีการศึกษามากกว่า 2-3 ชิ้น ที่แสดงให้เห็นว่าลดความดันโลหิตลดลงหลังจากหัวเราะ เช่นการศึกษาใน Journal of Dental and Medical Research (2017 ) ให้ผู้ป่วย 40 คนที่ต้องเข้ารับการฟอกเลือด ดูซีดีการ์ตูนเป็นเวลา 16-30 นาที เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าความดันโลหิตลดลง

ในปี 2011 นักวิจัยได้นำเสนอผลการศึกษาในการประชุมวิทยาศาสตร์ของ American Heart Association มีผู้เข้าร่วมการทดลอง 79 คน เป็นเวลา 3 เดือน โดยใช้ทั้งดนตรีบำบัดและการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะ ซึ่งเสียงหัวเราะถูกกระตุ้นโดย “การสบตา” และการฝึกหายใจ หลังการทดสอบ ค่าความดันโลหิตจากผู้ที่หัวเราะลดลง 7 มิลลิเมตรปรอท เมื่อเทียบกับดนตรีบำบัด ซึ่งทำให้ความดันโลหิตลดลงเพียง 6 มิลลิเมตรปรอทเท่านั้น

หลังจาก 3 เดือนผ่านไป การอ่านค่าความดันโลหิตก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยรวม 5 มิลลิเมตรปรอท ในกลุ่มคนที่หัวเราะ ส่วนคนในกลุ่มเปรียบเทียบ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงจากการอ่านค่าความดันโลหิต

3. นำไปสู่การบำบัดที่เรียกว่าโยคะหัวเราะ

จากความสำเร็จของการศึกษาประโยชน์ของการหัวเราะต่อการลดความดันโลหิตและอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ นำไปสู่การรักษารูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “โยคะหัวเราะ”

Dr. Madan Kataria ผู้ก่อตั้งโรงเรียนโยคะหัวเราะ บอกว่าการบำบัดแบบ “โยคะหัวเราะ” ไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องตลกหรืออารมณ์ขันใด ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องกำลังมีความสุขอยู่ด้วยซ้ำ แต่การเข้าคลาสโยคะหัวเราะ คือ การหัวเราะกันอยู่ในกลุ่ม โดยเริ่มต้นว่าการหัวเราะเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการออกกำลังกาย แต่เมื่อเราสบตากับผู้อื่น เสียงหัวเราะจะกลายเป็นโรคติดต่อได้ ยิ่งคนที่เราสบตาด้วยหัวเราะดังเท่าไร เราก็มีแนวโน้มจะหัวเราะดังขึ้นตาม

Kataria ศึกษาคลาส “โยคะหัวเราะ” จากบุคคลทั้งเพศชายและเพศหญิงจำนวน 200 คน เป็นเวลา 20-30 นาที โดยนักวิจัยกระตุ้นเสียงหัวเราะในผู้เข้าร่วมเป็นเวลาระหว่าง 45 วินาที – 1 นาที ตามด้วยการหายใจลึก ๆ ไปตลอดช่วงเวลาของการทำการทดลอง

4. เสียงหัวเราะสามารถลดความกังวลและอารมณ์เชิงลบอื่น ๆ

เรารู้อยู่แล้วว่าเสียงหัวเราะสามารถลดความเครียด ลดความกังวลต่าง ๆ ได้ มีการศึกษาทางจิตวิทยา ในปี 1990 พิจารณาถึงผลลัพธ์ของการหัวเราะต่อความวิตกกังวลที่เกิดจากการคุกคาม นักวิจัยสร้างเรื่องให้นักศึกษาจำนวน 53 คนคิดว่าพวกเขากำลังจะถูกไฟช็อตหลังจากที่กำลังรอ

ผู้ทดลองถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้ฟังเทปตลกขณะรอให้พวกเขาตกใจ อีกกลุ่มฟังเทปที่ไม่ได้สร้างอารมณ์ขัน และอีกกลุ่มไม่ได้ฟังเทปใด ๆ เลย กลุ่มที่ได้ฟังเทปตลก มีความวิตกกังวลลดลงในช่วงเวลาที่พวกเขาตกใจและผู้ที่มีอารมณ์ขันมากที่สุดก็มีความวิตกกังวลต่ำที่สุดด้วย

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะทำให้ความวิตกกังวลในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันดีขึ้น ลดภาวะซึมเศร้าและสร้างความภาคภูมิใจให้ตนเองกับนักศึกษาพยาบาล และลดภาวะซึมเศร้าในสตรีวัยหมดประจำเดือน

จากมุมมองทางจิตวิทยา Bernard Saper ได้แนะนำในบทความ Psychiatric Quarterly ว่าการสร้างอารมณ์ขันและเสียงหัวเราะ ทำหน้าที่เป็นกลไกการป้องกันตัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา และช่วยให้บุคคลผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

5. หัวเราะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค

ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง จะพบว่าผู้คนส่วนใหญ่อาจป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งนี่อาจจะเป็นความคิดที่ดีที่จะลองฝึกการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะดู เนื่องจากมีการศึกษาหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงพลังในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายจากการหัวเราะเบา ๆ

มีการศึกษาใรมารดาหลังคลอด ตีพิมพ์ลงวารสารการแพทย์ Journal of Alternative and Complementary Medicine (2015) นักวิจัยได้ทดสอบน้ำนมแม่ ที่ปกติจะมีสารภูมิต้านทานและมีบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารก ก่อนและหลังที่มารดาเข้ารับการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะ จากการเต้นรำและหัวเราะและนวดเต้านมเบา ๆ ในช่วงที่กำลังหัวเราะสัปดาห์ละ 2 ครั้ง มารดาที่เข้าร่วมการบำบัด พบว่ามีสารภูมิต้านทานในน้ำนมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ถึงแม้จะเล็กน้อยก็มีความสำคัญ เพราะช่วงหลังคลอดเป็นช่วงที่สารภูมิต้านทานตามธรรมชาติในน้ำนมลดลง ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดหลังจากที่คลอดทันที ที่เรียกว่าน้ำนมเหลือง

นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่าการดูภาพยนตร์ตลกช่วยเพิ่มสารภูมิต้านทางที่ว่าในน้ำลายด้วย จากการศึกษาชิ้นอื่นที่ศึกษากับเด็กนักเรียนนักศึกษา ตีพิมพ์ลงใน American Journal of Medical Science แม้ว่ากลุ่มทดลองจะมีขนาดเล็ก (นักศึกษาชายเพียง 10 คน) แต่ก็พบว่าการทำงานของสารภูมิต้านทานนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะหรือวิดีโอที่ตลก ๆ แต่การศึกษานี้ยังมีข้อจำกัดตรงที่ศึกษาเฉพาะในเพศชาย

6. การหัวเราะเป็นยาต้านเศร้าตามธรรมชาติ

แม้ว่าจะยังไม่มีใครที่ออกมาแนะนำว่าให้หัวเราะเพื่อรักษาภาวะซึมเศร้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหัวเราะทำให้อารมณ์ที่หดหู่ดีขึ้นจริง ๆ ผู้ป่วยที่อยู่ในสถานดูแลเป็นเวลานาน มักมีอาการซึมเศร้าและมีปัญหาในการนอนหลับ การศึกษาใน Korean Journal of Adult Nursing (2017) ได้ทดสอบผลของการบำบัดอารมณ์ผู้ป่วยด้วยเสียงหัวเราะ กับผู้ที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานานจำนวน 42 คนในโรงพยาบาลสองแห่ง ผลลัพธ์ที่ได้มีแนวโน้มดี

การบำบัดด้วยการหัวเราะนี้ ผู้เข้าร่วมทดสอบได้ลองทำมากกว่า 8 ชุด เป็นเวลา 40 นาที สัปดาห์ละสองครั้ง ด้วยการร้องเพลงที่สนุกสนาน การหัวเราะเบี่ยงเบนความสนใจจากภาวะเครียด การยืดกล้ามเนื้อ การเล่นปรบมือ และการเต้นรำ โดยให้ฝึกหัวเราะดัง ๆ และปรบมือเพื่อสุขภาพ ผลปรากฏว่าอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยลดลงและอารมณ์ทั่วไปของผู้ป่วยก็ดีขึ้น รวมทั้งการนอนหลับก็ดีขึ้นด้วย ในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มทดลอง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ทอลองในลักษณะนั้น

ส่วนผลการศึกษาอื่นใน Journal of Alternative and Complementary Medicine (2015) ยังพบว่าการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะนาน 60 นาที 3 ครั้งช่วยให้ภาวะซึมเศร้าและอารมณ์เชิงลบของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น

7. การหัวเราะช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น

การหัวเราะเบา ๆ ก็ช่วยให้อัตราการหายใจและการนำออกซิเจนไปใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งให้ผลลัพธ์คล้ายกับการออกกำลังกาย ในวารสาร ใน International Journal of Humor Research (2009) ตีพิมพ์ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า อัตราการหายใจและการนำออกซิเจนไปใช้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะยังคงอยู่ตราบเท่าที่คุณเองก็ยังหัวเราะอยู่เช่นกัน ซึ่งถ้าสามารถหัวเราะแบบนั้นได้นานถึง 30 นาทีหรือเป็นชั่วโมง ผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้คุณไม่ต้องเข้ายิมเลยก็ได้!

8. การหัวเราะดีต่อ (การทำงานของ) หัวใจ

ไม่ใช่แค่ปอดที่ได้รับประโยชน์จากการหัวเราะ การศึกษาจากสมมติฐานทางการแพทย์ในปี 2009 พบว่าการหัวเราะมีประโยชน์อย่างมากต่อหัวใจ รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วย

การศึกษา ผู้เข้าร่วมการศึกษาดูรายการตลกอย่าง Saturday Night Live หรือซีรีส์เรื่อง Saving Private Ryan ที่รู้กันว่าเป็นซีรีส์ที่เพิ่มความเครียด จากนั้นอัลตราซาวนด์ดูหลอดเลือดแดง ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ดูซีรีส์สุดเครียด พบว่าหลอดเลือดแดงหดตัวลง 35 เปอร์เซ็นต์ ภาวะที่หลอดเลือดแดงหดตัวเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ตรงกันข้ามกับดูผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ดูรายการตลกพบว่าหลอดเลือดแดงขยายตัวเพิ่มขึ้น 22 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเทียบได้กับการออกกำลังกาย ในช่วงเวลาสั้น ๆ การหัวเราะจึงช่วยให้เลือดขยายตัว และเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำให้ผู้คนหันมาหัวเราะให้มากขึ้น เพื่อหัวใจที่แข็งแรง ทั้งยังเสริมการวิจัยชิ้นนั้นด้วยว่าการหัวเราะช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด และเพิ่มการผลิตคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีให้กับร่างกาย

9. การหัวเราะลดฮอร์โมนความเครียด

นี่คงเป็นประโยชน์ข้อแรก ๆ ที่คนจะนึกถึงเมื่อพูดถึงประโยชน์ของการหัวเราะ อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานทางสรีรวิทยาหลายระบบ ลดระดับฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลและอะดรีนาลีน และยังกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนโดพามีน ตามงานวิจัยความก้าวหน้าในการศึกษาด้านสรีรวิทยา (2017) และการศึกษาทางเลือกในการบำบัดสุขภาพและการแพทย์ (2003) พบว่าการดูภาพยนตร์ตลกช่วยลดฮอร์โมนความเครียดลงได้

10. การหัวเราะบรรเทาความเจ็บปวดได้

มีการศึกษาที่ระบุว่าเสียงหัวเราะอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีพอ ๆ กับยาแก้ปวด สำหรับลดความเจ็บปวด ซึ่งแพทย์ในยุคแรก ๆ ดูจะรู้ความลับนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 Henri de Mondeville ศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศสใช้อารมณ์ขันของผู้ป่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวดหลังผ่าตัดและในระหว่างที่พักฟื้น

ส่วนงานวิจัยที่ทันสมัยขึ้นมา พบว่าผู้ที่ดูวิดีโอตลกต้องการยาแก้ปวดน้อยกว่าผู้ที่ดูวิดีโอที่ไม่ได้มีความตลกเลย และการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Proceedings of the Royal Society (2011) ทำการทดลองอยู่ 6 ครั้ง โดยใช้อากาศที่เย็นจัดเป็นตัววัดความทนทานต่อความเจ็บปวด นักวิจัยพบว่าเสียงหัวเราะของผู้ที่เข้าร่วมทดสอบ ช่วยเพิ่มระดับการต่อต้านความเจ็บปวด โดยผลลัพธ์นี้สามารถอธิบายได้ดีที่สุดโดยวัดจากเอนดอร์ฟินที่ถูกปล่อยออกมาเพราะเสียงหัวเราะ

11. หัวเราะเผาผลาญแคลอรี่!

นี่อาจจะเป็นประโยชน์ที่ทำให้ใคร ๆ ยอมที่จะหัวเราะคิกคักในทุกวัน หลาย ๆ คนน่าจะเคยทราบมาก่อนหน้านี้แล้ว ประมาณว่าการหัวเราะช่วยลดความอ้วนได้ อาจจะไม่ได้ถึงขั้นทำให้มีหุ่นที่ผอมเพรียว แต่มีส่วนช่วยจริง ๆ งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงใน International Journal of Obesity (2014) พบว่าเสียงหัวเราะสามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้!

โดยนักวิจัยแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 45 คนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้ดูคลิปภาพยนตร์ชวนหัวเราะเป็นเวลา 10 นาที ส่วนอีกกลุ่มดูคลิปภาพยนตร์ที่ไม่น่าจะเรียกเสียงหัวเราะได้เลย ทั้งสองกลุ่มมี “แคลอรี่มิเตอร์” เป็นตัววัด อัตราการเผาผลาญพลังงานและอัตราการเต้นของหัวใจ ได้ผลลัพธ์ว่า ผู้ที่หัวเราะระหว่างชมภาพยนตร์นั้น เผาผลาญพลังงานได้ถึง 10 แคลอรี่ใน 10 นาที ในขณะที่ผู้ที่ไม่หัวเราะ ไม่มีการเผาผลาญแคลอรี่เลยใน 10 นาทีนั้น

ข้อมูลจาก MENTAL FLOSS