Home Work & Living Living ฮะ! อะไรนะ นี่เรามีปัญหาทางการได้ยินเหรอเนี่ย!

ฮะ! อะไรนะ นี่เรามีปัญหาทางการได้ยินเหรอเนี่ย!

หลาย ๆ คนน่าจะเคยประสบปัญหาเกี่ยวกับ “การได้ยิน” มาบ้าง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นแบบชั่วคราว หรือถ้าร้ายแรงก็อาจเรื้อรังจนกลายเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยินไปเลย

เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นวันการได้ยินโลก (World Hearing Day) องค์การอนามัยโลก (WHO) มีรายงานว่าด้วยการได้ยิน (World Report on Hearing) ว่า ณ เวลานี้ ประชากรโลกกว่า 20 เปอร์เซ็นต์มีปัญหาทางการได้ยิน และในอีก 30 ปีข้างหน้า (ปี 2050) ประชากรโลก 1 ใน 4 หรือรวม ๆ แล้วเกือบ 2.5 พันล้านคน อาจจะกลายเป็นคนที่มีปัญหาทางการได้ยินในระดับต่าง ๆ และในจำนวนนี้จะมีมากถึง 700 ล้านคน ที่มีอาการหนักถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาด้านการได้ยินหรือบริการฟื้นฟู

รายงานชิ้นนี้มีขึ้นเพื่อย้ำถึงความสำคัญในการยกระดับในการดำเนินการด้านต่าง ๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาทางการได้ยินของประชากรโลก โดยต้องมีการลงทุนและขยายการเข้าถึงบริการสาธารณสุขเกี่ยวกับหูและการได้ยินให้กับประชากรโลก

เพราะจริง ๆ แล้ว ปัญหาประชากรโลกเสี่ยงที่จะสูญเสียการได้ยิน สามารถป้องกันได้ถ้าได้รับการตรวจรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ WHO รายงานว่าปัญหามันติดอยู่ที่การได้ข้อมูลความรู้ที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงปัญหาการตีตราคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับหูหรือสูญเสียการได้ยินไปในทางลบ หลาย ๆ สังคมก็ยังมีการบูลลี่ล้อเลียนด้วย ทำให้คนเข้าไม่ถึงการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ

ในด้านการสาธารณสุข กลุ่มผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขเองก็ยังขาดความรู้เรื่องการป้องกันและการวินิจฉัยระบุโรคเกี่ยวกับหูตั้งแต่เนิ่น ๆ และในอีกหลายประเทศ ปัญหาที่เกี่ยวกับหูและการได้ยินก็ยังไม่ได้ถูกนับรวมเข้าไปในการให้บริการของระบบสุขภาพแห่งชาติ ทำให้มีประชากรจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงการรักษา

ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาเรื่องทรัพยากรบุคคลในด้านนี้ก็ไม่เพียงพอ WHO ระบุว่า 78 เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่มีรายได้ต่ำ มีผู้เชี่ยวชาญด้านหูคอจมูก น้อยกว่า 1 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน 93 เปอร์เซ็นต์ มีนักโสตสัมผัสวิทยาน้อยกว่า 1 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน มีเพียง 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีนักบำบัดการพูด 1 คนขึ้นไป ต่อประชากร 1 ล้านคน และ 50 เปอร์เซ็นต์ มีครู 1 คน สำหรับผู้พิการหูหนวก 1 ล้านคน ทั้งที่ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการกำหนดนโยบายระบบสุขภาพขั้นพื้นฐานของประเทศนั้น ๆ

ถึงกระนั้น ประเทศที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านหูและการได้ยินในสัดส่วนที่สูงต่อจำนวนประชากรเองก็ยังเจอปัญหานี้อยู่เช่นเดียวกัน เพราะมีการกระจุกตัวของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและความเจริญของพื้นที่ ทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็เข้าไม่ถึงการรับบริการอยู่ดี

สำหรับปัญหาการได้ยิน หลัก ๆ มีสาเหตุได้ตั้งแต่ความบกพร่องทางการได้ยินมาตั้งแต่กำเนิด การติดเชื้อ ภาวะของโรคต่าง ๆ การสูญเสียการได้ยินจากมลภาวะทางเสียง อุบัติเหตุ รวมถึงพฤติกรรมการใช้หูที่นำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางการได้ยิน เช่น การใช้หูฟังเป็นประจำ การฟังเสียงดังมากจนเกินไปเป็นระยะเวลานาน

ในรายงานยังระบุว่าเราสามารถป้องกันปัญหาการสูญเสียการได้ยินของเด็กได้เกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ จากมาตรการต่าง ๆ อาทิ ฉีดวัคซีนต้านโรคหัดเยอรมันและโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ การบริการดูแลมารดาและทารกแรกเกิด รวมถึงคัดกรองมารดาและทารกแรกเกิดจากภาวะโรคหูน้ำหนวก และโรคหูชั้นกลางอักเสบอย่างทันท่วงที

สำหรับวัยผู้ใหญ่ ก็ควรมีการให้ความรู้เรื่องการควบคุมระดับเสียง รณรงค์การใช้เสียงและการฟังอย่างปลอดภัย ควบคุมดูแลการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อประสาทหู และรักษาความสะอาดของรูหู เพื่อให้ศักยภาพการทำงานของหูยังอยู่ในเกณฑ์ดีตามอายุ และลดโอกาสเสี่ยงที่จะสูญเสียการได้ยิน

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่า ที่ปัญหาทางการได้ยินถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก “เพราะความสามารถในการได้ยินของเรานั้นมีค่ามากกว่าที่คิด ปัญหาสูญเสียการได้ยินที่ไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความสามารถในการสื่อสาร การเรียนรู้ การหาเลี้ยงชีพของผู้คน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต และความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์ด้วย”

ถึงอย่างนั้น แม้การแพทย์จะพยายามหาวิธีการรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษา การอบรมบุคลากรให้มีความรู้ การสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการใช้ภาษามือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอย่างไรกับหูก็ได้ ให้ระลึกไว้เสมอว่า “นี่คือหูของเรา ถ้าเราไม่ดูแลรักษา แล้วใครล่ะจะดูแล” คงไม่ตลกหรอกใช่ไหม ถ้าหูที่เคยได้ยินทุกอย่างอยู่ดี ๆ จู่ ๆ ก็ดับเงียบ แล้วไม่ได้ยินอะไรอีกเลยตลอดชีวิต

ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก