Home Trending Story Trend ในประเทศ อวสาน “กล่องโฟม” ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ถูกใจคนค้าขาย (อาหาร)

อวสาน “กล่องโฟม” ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ถูกใจคนค้าขาย (อาหาร)

ความพยายามในการ “ลด ละ เลิก” การใช้พลาสติกในประเทศไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ตามโร้ดแม็ปการจัดการขยะพลาสติก ซึ่งในปี 2565 จะมีพลาสติก 4 ประเภทที่ถูกยกเลิกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยถุงพลาสติกหูหิ้วแบบบาง, กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกบาง และหลอดพลาสติก โดยให้ไปใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน

ก่อนหน้านี้ เรารณรงค์เรื่องการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกันมาแล้ว และค่อนข้างได้ผลตอบรับที่ดี เมื่อหลายคนพร้อมใจกันปรับตัว หลังจากร้านค้าต่าง ๆ งดให้ถุงพลาสติก โดยเฉพาะตามร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ

แต่ดูเหมือนว่าการเลิกใช้ “กล่องโฟม” จะเป็นปัญหาใหญ่มากกว่าถุงพลาสติก เพราะส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารโดยตรง เพราะส่วนใหญ่มักจะใส่กล่องโฟมมากกว่าถุงพลาสติก โดยเฉพาะร้านข้าวแกงทั้งหลาย

เลิกใช้ “กล่องโฟม” พ่อค้าแม่ค้าไม่ปลื้ม

ทันทีที่มีข่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนการจัดการขยะพลาสติกระยะที่ 1 โดยให้แบนกล่องโฟมอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ทำให้กระแสตีกลับจากเหล่าพ่อค้าแม่ค้าล้วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะถ้าไม่ใช้กล่องโฟมใส่อาหาร นั่นหมายความว่าต้องใช้ภาชนะอื่น ซึ่งเวลานี้วัสดุที่นำมาใช้ทดแทนกล่องโฟมอย่างกล่องกระดาษ กล่องชานอ้อย ก็ล้วนมีราคาแพงกว่าทั้งสิ้น จึงเกิดคำถามตามมาว่าถ้าต้องขายอาหารราคาเดิม แต่ราคาต้นทุนสูงขึ้น คนที่แบกรับภาระคือใครถ้าไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้า

ทุกวันนี้ มีร้านค้าหลายแห่งที่ใช้กล่องกระดาษบรรจุอาหาร แต่จะมีบางร้านที่จะคิดราคากล่องกับลูกค้าด้วย หากเลือกใช้กล่องกระดาษแทนกล่องโฟม หรือไม่ก็บวกราคารวมไปกับค่าอาหารเลย จึงเท่ากับเป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภคไปโดยปริยาย

อยาก “รักษ์โลก” ต้องคุมราคาให้ได้

อย่างที่ทราบกันว่ากล่องอาหารที่ทำจากเยื่อกระดาษชานอ้อย เป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็นมิตรทั้งกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องกลัวรั่วซึมเพราะวัสดุหนาทนทานไม่ต่างจากกล่องโฟม สามารถทนความร้อนและความเย็นได้สูงตั้งแต่อุณหภูมิ -40 ไปจนถึง 220 องศาเซลเซียส

โดยกล่องกระดาษชานอ้อยสามารถเข้าเตาไมโครเวฟได้โดยไม่ก่อนสารคลอโรฟลูโอคาร์บอน หรือสาร CFC ที่เป็นสารก่อมะเร็ง และไม่ต้องกลัวเรื่องความสะอาดเพราะผ่านการฆ่าเชื้อด้วยอุณหภูมิสูงถึง 160 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ ก็ยังบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะจะไม่เหลือของเสียใด ๆ ในกระบวนการผลิต อีกทั้งยังสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ใหม่ทั้งหมดด้วย โดยกล่องสามารถย่อยสลายได้เองในธรรมชาติภายใน 30-45 วัน

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อดีทั้งหมดที่ว่ามานี้ทำให้ต้นทุนสูงกว่ากล่องโฟมใส่อาหารถึง 2 เท่า ซึ่งอาจเป็นเพราะในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก จึงทำให้มีปริมาณการผลิตที่ยังน้อยอยู่ เมื่อผลิตออกมาน้อย ต้นทุนจึงสูงตามไปด้วย ขณะที่ผู้ผลิตก็มีเพียงไม่กี่เจ้า ทำให้เกิดการผูกขาดได้ง่าย

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องควบคุมราคากลางของบรรจุภัณฑ์ให้อยู่ในเกณฑ์มาตราฐานก่อนจะมีการยกเลิกกล่องโฟมอย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคแบบเป็นวงจรลูกโซ่ เพราะถ้าพ่อค้าแม่ค้าไม่ต้องการขาดทุน แต่ซื้อกล่องกระดาษมาในราคาแพง  ก็จะบวกราคาเพิ่มกับลูกค้าเพื่อให้อยู่ได้ ซึ่งหากลูกค้าไม่พอใจ เปลี่ยนไปอุดหนุนร้านค้าอื่น ก็หนีไม่พ้นภาวะขาดทุนอยู่ดี!

“พกกล่อง” มาใส่อาหารเองก็ช่วยได้!

ในเมื่อการยกเลิกกล่องโฟมต้องมีขึ้นอย่างแน่นอนในปีหน้า และการแก้ปัญหาเรื่องราคากล่องยังไม่เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ทางออกที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับคนที่รักษ์โลก คือการพกกล่องข้าวมาเองเพื่อนำไปใส่อาหารที่ซื้อจากร้านค้าต่าง ๆ เหมือนที่เราพกถุงผ้าไปใส่ของใช้ที่ซื้อจากร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งเริ่มแรกอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวสักหน่อย แต่สุดท้ายก็จะเกิดความคุ้นชินไม่ต่างจากการพกถุงผ้าที่หลายคนให้ความร่วมมือจนรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากแต่อย่างใด

ทุกวันนี้ มีคนไทยรักษ์โลกจำนวนไม่น้อยที่พกอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปเอง ทั้งกล่องข้าว, ช้อนส้อม, กระบอกน้ำ, หลอดดูดน้ำ ขณะที่หลายคนเริ่มพกของใช้ส่วนตัวเหล่านี้เพื่อสุขอนามัย ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อ

ดังนั้น หากร้านค้าไม่ติดเรื่องลูกค้าพกกล่องมาใส่อาหารแทนการใส่กล่องที่ร้านจัดให้ก็น่าจะวิน-วินด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะจะไม่มีการผลักภาระเรื่องราคากล่องที่แพงเกินจะรับได้กันแบบไปมาอีกต่อไป