“วีณ” ปวีณ กิตติอุดมธรรม ถ้าชีวิตไม่เฟลซะบ้าง ก็คงไม่มีวันนี้

ต่อจากบทความที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับ ปวีณ กิตติอุดมธรรม หรือ “วีณ” ในบทบาทของ “ผู้บรรยายกีฬา” ไปบ้างแล้ว ก็น่าจะได้เห็นคร่าว ๆ แล้วว่าการทำงานในวงการนักพากย์นั้นเป็นอย่างไร

และแน่นอนว่าชีวิตของคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ กว่าเราจะเป็นเราในวันนี้ ล้วนผ่านการหลั่งเหงื่อหรือหลั่งน้ำตากันมาทั้งนั้น เช่นเดียวกันกับผู้ชายคนนี้ กว่าเขาจะมีวันนี้ได้ “มันไม่ง่าย” อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่บทความที่แล้วว่า เรื่องเฟล ๆ ของ “วีณ” ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะผู้ชายคนนี้เคยเฟลชนิดที่ว่าเราต้องตั้งคำถามว่า “วันนี้เขามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้อย่างไร”

ดังนั้นในบทความนี้ Tonkit360 จะพาไปดูว่าชีวิตเฟล ๆ ของ “วีณ” ผลักดันตัวเขามายืนตรงนี้ได้อย่างไร และในฐานะนักพากย์ เขาอยากจะแนะนำน้อง ๆ หรือคนที่มีความฝันอยากจะเป็นนักพากย์อย่างไร

เคยเฟลกับผลการเรียนบ้างไหม

ก็มีบ้างเหมือนกันนะ เพราะว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เคยติด F ตอนนั้นมันก็เฟล ๆ เหมือนกัน เพราะมันเป็นตัวแรกที่ขึ้นมาเลย ขึ้นปุ๊บ F เลย ตอนนั้นอยู่ปี 2 มาซ่อมตอนปี 3 มันค่อนข้างกดดันด้วยเพราะมันเป็นวิชาที่เราไม่ได้ เราแทบไม่ได้เลย แล้วก็คิดว่าถ้าเรา F รอบที่สองเนี่ย โอกาสที่มันจะจบ 4 ปี มันก็ยาก พอรอบสองผ่านนี่ โห ดีใจยังกับได้ A

วิชานั้นเป็นวิชาเคมี คือผมเรียนสายศิลป์มา ศิลป์ภาษาด้วยตอนมัธยม แต่มาเข้าวิทย์กีฬานี่ไม่ใช่เพราะว่าชอบอะไรนะ คือชอบกีฬา แต่ไม่ได้ชอบวิทย์ วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ผมเกลียดมาก แต่เหมือนยิ่งเกลียดมันยิ่งเจอ เพราะพอเข้ามาเรียน ปี 2 มันต้องเลือกเอก ผมก็ไปเลือกเอกที่มันเป็นวิทย์อีก จริง ๆ ก็เลือกเอกที่มันไม่ใช่วิทย์แหละ แต่เผอิญว่ามันไม่ได้เลยมาเข้าอันนี้ แต่เราก็เราชอบเพราะว่าคนมันน้อย อย่างที่บอกเราชอบทำอะไรคนเดียว ไม่ชอบคนเยอะ จริง ๆ คุยได้นะ ไม่ได้ถึงขนาดเป็นคนไม่เอาสังคมอะไร

เพราะว่าผมเป็นหัวปี ผมเป็นนายก (สโมสรนิสิตคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ตอนปี 4) ด้วย ต้องเจอคนเยอะ ผมอะรู้จักคนเยอะแต่ผมไม่ค่อยชอบคนเยอะ ถ้าเลือกได้ก็ชอบอยู่คนเดียว ชอบคนน้อย ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุยกับคนอื่นไม่ได้

คือถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่มันต้องทำก็จะอึดอัดนิดหน่อย ผมเป็นคนสมาธิสั้น อยู่นิ่ง ๆ นาน ๆ ไม่ค่อยได้ คือ เวลาประชุมมันต้องนั่งต้องดูต้องจดอะไรตลอดเวลา มันก็มีอึดอัดบ้าง แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ช่วยได้เยอะ เพราะประชุมบ่อย ผมเป็นสายกิจกรรม ไม่ใช่สายเรียน

เกลียดวิทยาศาสตร์ แต่ก็กัดฟันเรียน

ด้วยความที่มันเป็นคณะวิทย์กีฬา มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็พยายามทำความเข้าใจเท่าที่จะทำได้ ถามว่าเกลียดไหมมันก็เกลียด แต่ในเมื่อมันต้องเรียนมันก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ บางตัวเราก็รู้สึกว่ามันไม่ไหวมันยากมาก อย่างเคมีนี่ยอมรับเลยว่าเป็นวิชาที่ไม่ไหวจริง ๆ แต่ผมรู้สึกว่า พอจะทำก็ทำได้นี่นา

ช่วงปี 1 พอผมเข้าได้ พอติดอะ ตอนนั้นมันรู้สึกเหมือนปล่อยเนื้อปล่อยตัว คือเหมือนติดแล้ว เรียนเอาผ่านก็พอ ฉะนั้นช่วงปี 1 ปี 2 เกรดผมแย่มาก ได้แค่แบบสองกว่า ๆ เกือบติดโปรอะ ปี 1 เทอม 2 นี่คือสองต้น ๆ เลย คือแบบพ้นโปรมาหน่อยเดียว แต่พอตั้งแต่ติด F ช่วงปี 2 ก็เริ่มรู้สึกว่าเราต้องขยันแล้วนะ ต้องพัฒนาไม่ให้เกรดมันแย่ไปกว่านี้

เพราะงั้นตั้งแต่ปี 2 เทอม 2 มาจนถึงปี 4 รู้สึกจะมีแค่เทอมเดียวเองที่เกรดผมต่ำกว่าสาม ตอนปี 4 เทอม 1 นี่ดีใจมากได้ 4.00 แต่มีตัวเดียวนะ คือวิชาฝึกงาน เพราะปี 4 เทอม 2 คณะผมมันจะฝึกงานทั้งเทอมเลย แล้วมันมีวิชาเดียว ผมได้ 4.00 ครั้งแรกในชีวิตเลย เพราะสมัยเรียนไม่เคยได้เลย เต็มที่คือ 3.8 ไม่เคยได้ถึงสี่

ทำไมถึงคิดที่จะเปลี่ยน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดได้ว่าต้องเปลี่ยน

ผมเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อนตอนมัธยม เพราะตอนมัธยมผมก็คล้าย ๆ กับตอนมหาวิทยาลัยช่วงปี 1 ปี 2 เลย คือ ไม่ขยันเรียน ค่อนข้างเกเร แต่ไม่ได้เกเรขนาดไปมีเรื่องกับใครอะไรขนาดนั้นนะ คือเหมือนกับว่าติดเล่น แล้วก็ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไหร่ จนเกรดมันแบบย่ำแย่มาก ช่วงม.1 ม.2 ผมได้สองกว่า ๆ เหมือนกัน

จนมาถึงม.4 จุดเปลี่ยนของผมอยู่ในช่วงนี้ เกรดเรามันยังแย่เหมือนเดิม แล้วต้องมาสอบตก มาซ่อมทุกเทอมอะไรอย่างงี้ แล้วแม่เราโดนด่า โดนญาติรอบข้างด่า ประมาณว่าดูแลลูกตัวเองไม่ดี ทำไมลูกถึงเป็นอย่างงี้ เราก็รู้สึกสงสารแม่ นั่นแหละคือจุดเปลี่ยนจริง ๆ ที่รู้สึกว่า เฮ้ย! เราต้องตั้งใจหน่อยนะ ซึ่งพอเปลี่ยนกลับมาตั้งใจ ตั้งแต่ม.4 เทอม 2 จนถึงม.6 เกรดผมก็ไม่ต่ำกว่าสามจุดห้าสามจุดหก จบม.6 ได้ 3.7 มั้ง ก็เลยแบบเออ ถ้าจะทำมันก็ทำได้นี่นา 

มันเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน พอเข้ามหาลัยมาแล้วมันเหมือนเรามีภูมิมาสมัยมัธยมแล้ว มันก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัวอยู่พักนึงช่วงปี 1 ปี 2 แล้วมาฮึดเอาช่วงปี 3 ปี 4 แต่เสียดายเหมือนกันจบมาเกรดไม่ถึงสาม ขาดไปนิดเดียว

จะเรียนคณะสายวิทย์ แต่จบสายศิลป์มา หวั่นบ้างไหมว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

มันก็มีบ้างนะ ด้วยความที่เราเรียนสายศิลป์มาแล้วมาเจอคณะวิทย์เราจะไหวไหมวะ แต่ส่วนนึงที่เลือกอะ เพราะว่ามันเป็นคณะที่คะแนนเราถึง แต่จริง ๆ ผมไม่ได้เลือกวิทย์กีฬาเป็นอันดับหนึ่งนะ อันดับหนึ่งผมเลือกรัฐศาสตร์ แต่รัฐศาสตร์คะแนนมันสูงมาก แต่วิทย์กีฬาที่เราเลือกอันดับสอง เรามองว่าเราชอบกีฬา เราชอบเล่นกีฬา ชอบดูกีฬา ก็เลยเลือกคณะนี้ โดยที่ไม่สนใจว่าแบบวิทยาศาสตร์เราไม่รู้ไหวหรือเปล่า คิดว่าไปตายเอาดาบหน้าวะก็คงได้แหละ

มันเสี่ยงนะ แต่เราใช้ความชอบเราเป็นตัวตั้ง แบบเราอยากเข้าจุฬา เราชอบเล่นกีฬา เราใช้ความชอบตรงนี้เป็นแรงผลักดันส่วนที่ขาดหายไป อันไหนที่ได้ไม่ได้เราก็ถามเพื่อน ไปหาความรู้เท่าที่จะทำได้ มันก็เอาตัวรอดมาได้ ก็มีแค่ตัวนั้นแหละที่ไม่รอด (หัวเราะ) แล้วก็ไปชดเชยวิชาอื่นที่มันได้เกรดดี ๆ เราก็ให้มันดึงเกรดขึ้นมา

ความเฟลที่ “หวิดดับฝัน”

ตอนนั้นผมยังอยู่ที่เก่า ก่อนที่จะมาอยู่ทรู แล้วเหมือนว่าเรายื่นโปรไฟล์ไป เพื่อที่ว่าเราอยากจะมาพากย์ เราอยากจะเข้ามาพากย์ตรงนี้ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันน่าจะมีโอกาส มีภาษีที่ดีที่น่าจะได้ แต่ปรากฏว่าก่อนที่ฤดูกาลมันจะเริ่ม ผลคือเราไม่ได้ พอไม่ได้ก็เฟลเลย แล้วก็ไม่ดูบอลเลยประมาณเดือนสองเดือนงี้

ใช้เวลาทำใจอยู่นานเหมือนกัน นั่นแหละมันเลยทำให้เรารู้สึกว่า อย่าไปมั่นใจอะไรที่มันยังไม่เกิด เหมือนกับว่าถ้ารู้ว่าจะมีอะไรเข้ามา ขอกลัวไว้ก่อน ขอเผื่อใจไว้ก่อนอะไรประมาณนี้ ได้ไม่ได้ อะถ้าไม่ได้ก็โอเค เราไม่เฟลมากเพราะเราเผื่อใจไว้แล้ว แต่ถ้ามันได้ก็โอเค ก็ดีใจ

ปัญหาที่เคยเจอตอนทำงานแรก ๆ

ประสบการณ์การเป็นนักพากย์ตั้งแต่จบมาเลยจนถึงตอนนี้ก็เจ็ดปีกว่า ๆ แล้วครับ ปัญหาที่เจอในการพากย์ก็มีช่วงแรก ๆ ด้วยความที่เราก็ยังใหม่ เราควบคุมพลังไม่ได้ เหมือนกับเราชอบตะโกนพากย์อะ ไปเปล่งเสียงแบบออกเสียงเยอะไป ผมเป็นคนเสียงค่อนข้างแหลมอยู่แล้ว พอตะโกนมันยิ่งแหลม แล้วพอไปนั่งฟังแล้วแบบทำไมเสียงตัวเองมันน่าเกลียดจังวะ ช่วงแรก ๆ เป็น แล้วตอนหลัง ๆ ก็รู้สึกเขาก็มีไมค์ มีคอนโทรล เขาปรับเสียงให้เราได้ เราไม่จำเป็นต้องไปตะโกนหรือตะเบ็งเสียงอะไรขนาดนั้น ก็เริ่มรู้จักวิธีการควบคุมพลังเสียงตัวเองให้มันก็ไม่ถึงกับดีหรอกแค่ว่ามันไม่แย่จนเกินไป

ช่วงแรก ๆ ที่มีปัญหาอีกก็เป็นเรื่องของเวลาพูด จังหวะช่วงแรก ๆ ตอนใหม่ ๆ มันมีปัญหาอยู่แล้ว เพราะเราไม่รู้จังหวะ อาจจะมีพูดไม่ทันบ้าง พูดปิดไม่ได้บ้าง เพราะเราไม่รู้จะใช้คำอะไรในการพูด ช่วงปิดรายการ บางทีผมก็ตะกุกตะกักเลยก็มีเหมือนกัน ก็ต้องขอบคุณที่เก่าที่ช่วยผมได้เยอะมากจริง ๆ ตอนที่แบบมีปัญหาเรื่องวิธีการพูดงี้ เรานึกไม่ออกว่าเราจะพูดอะไรตอนแรก ๆ ถ้าหลัง ๆ ปัญหาการพากย์ คือมันไม่ถึงขนาดเป็นเรื่องที่ร้ายแรงอะไรขนาดนั้น จะมีแบบนิด ๆ หน่อย ๆ อาจจะพูดผิดบ้างแล้วเราก็มาแก้ แต่ผิดมันแก้ได้

สมมติพูดสดพูดตรงนี้ผิดไป เราก็ขออนุญาตแก้ไขข้อมูลนะครับ ข้อมูลที่เราเคยพูดไปงี้จริง ๆ เป็นแบบนี้ ก็ต้องขออภัยด้วย มันไม่ได้เป็นปัญหาที่ใหญ่มากขนาดนั้น ถ้าจะมีก็มีแค่ช่วงแรก ๆ อะครับที่เป็นพวกจังหวะ พวกการออกเสียงที่เราไม่รู้จักคอนโทรลเสียงตัวเองอะ หลัง ๆ ก็อาจจะมีข้อผิดพลาดเรื่องข้อมูลนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง แต่ก็ไม้ได้มากอะไร ก็พยายามแก้ให้มันถูก อาศัยชั่วโมงบิน ประมาณนั้น

ไม่ใช่ว่าไม่เคยโดนด่านะ เคยแล้วเหมือนกัน

เขาด่าว่าเราไม่รู้ข้อมูล ไม่ทำการบ้าน ทั้งที่จริง ๆ ไม่ใช่ว่าเราไม่ทำ แต่มันเหมือนกับว่าในตัวคลิป มันตัดแค่ท่อนที่เราพูดแต่เขาตัดมาไม่หมด พอมันตัดมาเป็นไฮไลท์สั้น ๆ ลงในยูทูป ปรากฏขึ้น top comment เลย ด่าว่าผมไม่ทำการบ้าน แต่ก็ไม่ได้เข้าไปเถียงนะ คือเห็นแล้วก็เฟลเหมือนกัน เฟลวันสองวัน แต่ก็เลือกที่จะปล่อยผ่านไป

เรื่องดราม่า #คืนอาชีพให้นักพากย์ มีความคิดเห็นอย่างไร

เอาจริง ๆ สายนักพากย์กีฬากับพากย์หนังพากย์การ์ตูนมันไม่เหมือนกันนะ เพราะคนพากย์หนังพากย์การ์ตูนเขาต้องแบบซิงก์ปากให้ตรงกับตัวการ์ตูนหรือตัวละคร แต่ของเรามันอาจจะไม่ได้ขนาดนั้น แต่จริง ๆ มันก็พอจะโยงได้ตรงทักษะของคนที่เป็นนักพากย์ คืออย่างน้อยผมมองว่าอยู่ที่ทักษะของคนคนนั้นมากกว่าว่าเขาจะทำได้หรือไม่ได้ ผมว่าอย่าไปโฟกัสว่าคนคนนั้นเขาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเลย ถ้าเขามีความสามารถจริง ๆ ผมว่าเขาก็น่าจะทำได้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะอย่างพวกคนที่มีชื่อเสียงบางคนเขาก็ยังสามารถเข้าไปทำตรงนั้นได้ และบางคนก็ทำได้ดีด้วย

ผมอยากให้โฟกัสที่ความสามารถมากกว่า เขาอาจจะพิจารณามาแล้วว่าเออคนนี้มีทักษะ คือมันไม่ได้อยู่ดี ๆ จะมาพากย์ได้ อย่างน้อยเขาก็ต้องมาทดสอบมาอะไรก่อนว่าเออมันสามารถทำได้ ถ้าเขาพากย์ได้ดีมันก็ไม่มีปัญหาหรอก เออแต่ถ้าเกิดมันไม่ดีขึ้นมา คนก็จะเริ่มมองว่าอย่างน้อยควรจะให้คนที่เขาเหมาะสมหรือคนที่เขาพร้อมมาทำดีกว่าไหม บางคนอาจจะไปมองว่าก็คุณมีชื่อเสียงอะคุณถึงได้ได้เปรียบ ซึ่งจริง ๆ ผมว่าประเด็นตรงนี้แหละมันอาจจะทำให้หลายคนโดนเยอะ สรุปก็อยากให้คนโฟกัสที่ความสามารถมากกว่า ว่าถ้าเขาสามารถทำได้ เราก็น่าจะสนับสนุนเขา

แต่คนคนนั้นก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าคุณเหมาะสมกับสิ่งที่ตัวเองได้รับ ไม่งั้นคุณก็มีราคาที่ต้องจ่ายถ้าคุณทำได้ไม่ดี คุณก็ต้องพร้อมรับคำวิจารณ์ไป แต่ถ้าทำได้ก็กู้ชื่อให้เขาได้ด้วย เพราะหลายคนก็โดนวิพากษ์วิจารณ์เยอะว่าก็เป็นดารานี่ถึงได้เข้ามาได้ มันก็อาจจะลบข้อครหาตรงนี้ได้ มันอาจจะเปลี่ยนความคิดให้มองได้ว่า เขามีความสามารถในการพากย์ไง ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นดารา แต่เป็นเพราะว่าเขามีความสามารถ ก็อาจจะทำให้คนเปลี่ยนความคิดไปในมุมมองนั้นได้

เพราะฉะนั้นคนที่ได้รับโอกาสนั้นต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าคุณเหมาะสมกับที่เขาเลือกมาจริง ๆ ผมว่าเขาคงไม่ได้สุ่มสี่สุ่มห้าเลือกมา อย่างน้อยเลือกมาเขาก็ต้องมาให้ลองก่อนไหมว่าคุณทำได้หรือเปล่า ถ้ามันสามารถต่อยอดพัฒนาได้ มันไม่น่าเกลียด ผมว่าเขาก็โอเคแหละ ผมเองก็ไม่รู้ว่าสังคมนักพากย์การ์ตูน พากย์หนังเขาเป็นแบบไหน แต่เคยมีรุ่นพี่ที่รู้จักแล้วเขาทำในวงการนี้อยู่ ก็น่าจะประมาณนี้แหละ

ในฐานะ “นักพากย์รุ่นพี่” อยากฝากอะไรถึง “ว่าที่นักพากย์รุ่นน้อง” บ้าง

จริง ๆ สายงานนักพากย์มันเป็นสายงานที่ค่อนข้างแคบมาก ๆ นะ แล้วก็หาช่องทางในการเข้ามาเนี่ยก็ไม่ง่ายเลยจริง ๆ ถ้าว่ากันตามตรงนะ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมมองว่าเด็กยุคนี้ค่อนข้างได้เปรียบกว่าเด็กยุคก่อนคือ อย่างน้อยเขามีเวที เวทีที่ให้ตัวเองสามารถฝึกทักษะ ฝึกฝีมือได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อก่อนจะหาไมค์ซักตัวหายากมาก แต่เดี๋ยวนี้ไมค์มันหาได้ง่ายมาก ซึ่งสมัยก่อนมันหาซื้อยากมาก คือมันมีพวกนี้มันสามารถ คืออย่างน้อยเขามีที่ฝึก มีเวทีให้เขาได้สามารถลับฝีปากลับฝีมือตัวเองได้ แล้วมันสามารถส่งเป็นเดโม่ให้กับคนในตรงนู้นตรงนี้ที่เขาสามารถรับทางด้านนี้ 

คือถ้าคนสนใจจริง ผมว่าเขาต้องขวนขวายนิดนึง เพราะมันไม่ใช่ลักษณะงานที่เปิดรับสมัครได้แบบทั่ว ๆ ไป มันก็หาได้ค่อนข้างยากเหมือนกัน แต่ว่าสำหรับคนที่อยากเป็น บางทีเผลอ ๆ เขาอาจจะไม่ต้องมาสมัครก็ได้ เขาอาจจะเปิดเพจทำเองเลยก็ได้ เป็นสตรีมเมอร์เลย อาจจะพากย์ลงอะไรซักอย่างนึงก็ได้ โดยที่มันค่อนข้างเปิดกว้างกว่า แต่ก็ระวังเรื่องลิขสิทธิ์ด้วยนะ (หัวเราะ) คือถ้ามีช่องทางก็พยายามหามัน ขวนขวายหน่อย

สายงานมันค่อนข้างแคบ หรือถ้าเรารู้สึกว่ามันยังเข้าไปลำบาก อย่างที่บอก เปิดเพจ มันอาจจะเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนั้นเข้ามาหาเราเองก็ได้ ยกตัวอย่างบางคนแค่อัดคลิปแล้วลงธรรมดา แต่พอคลิปเขาไวรัลขึ้นมาในวงการนักพากย์ก็มาหาเขาเอง แต่อย่างน้อยคลิปนั้นมันไวรัลอะ มันก็ทำให้คนรู้สึกสนใจ หรืออย่างน้อยเขาอาจจะไม่สนใจ แต่เราก็เอาตรงนี้มาเป็นผลงานให้เราได้เข้าไปในวงการนั้นได้

ทุกวันนี้ แค่มือถือเครื่องเดียวเดี๋ยวนี้ก็สามารถเป็นเวทีให้เราได้แล้ว ผมว่าเด็กรุ่นใหม่ยุคนี้เก่งกว่าเราตั้งเยอะ แต่อยู่ที่ว่าก็อยู่ที่จังหวะด้วย เหมือนผมเข้าไป ตอนที่เข้ามาทำนักพากย์มันก็อยู่ที่จังหวะชีวิตจริง ๆ มันไม่ใช่ว่าใครจะเข้าไปก็ได้ แต่ว่าในอนาคตก็หวังว่า ก็ยังหวังนะ หวังว่ามันจะเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เข้าถึงได้ง่ายกว่านี้

ตัวผมเองก็ยังรู้สึกว่าอาชีพนี้เข้าถึงยาก ผมรู้สึกว่าตัวผมอะโชคดี ไม่ได้เก่งอะไร ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่เข้ามาได้ แต่ผมก็พอรู้ว่ามันยังมีอีกหลายคนที่เขาอยากเข้ามาแล้วมันยังเข้ามาไม่ได้ แล้วไม่ได้เป็นอาชีพที่เป็นแบบว่า ตลาดมันแคบ คนที่ทำในวงการนี้มันมีน้อย มันเห็นกันหมด คนที่อยู่ก็ต้องพยายามคีพผลงาน รักษามาตรฐานตัวเองไว้ให้ได้ด้วย เพราะตัวเองจะหลุดไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

มันจะเป็นลักษณะปากต่อปาก อย่างเช่นคนดูดูแล้วรู้สึกไม่ชอบ เขาก็อาจจะวิพากษ์วิจารณ์ บางคนถึงขนาดโดนตั้งกระทู้ด่า ทีนี้มันก็เป็นกระแสตีกลับมาทางฝั่งต้นทางว่าแบบคนนี้พากย์ไม่ดี คุณต้องพิจารณาตัวเองแล้วนะ บางคนอาจจะโดนตักเตือนว่าคุณโดนมาแบบนี้ คุณต้องปรับปรุงตัวเองนะ หรือบางคนท่แบบไม่ได้แล้วเขาเอาออกเลย มันจะมีบางคนที่แบบโดนประจำ โดนบ่อยมากจนข้างในเองเขาก็ยื้อไม่ไหวแล้ว สุดท้ายก็ต้องเชิญออกก็เคยมีเคสแบบนี้ ผมยังโชคดีที่ยังไม่ค่อยโดนด่า ก็ภาวนาตัวเองทุกวันว่าอย่าขึ้นกระทู้เลย

อย่างที่เห็น ว่ากว่าจะมีที่ยืน มีเสียงในกีฬาหลาย ๆ กีฬาให้เราได้ยิน ตัวเขาเองผ่านอะไรมาเยอะมาก จริง ๆ ชีวิตของเขายังดราม่ามากกว่านี้ แต่นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราใช้สร้างความคุ้นเคยกันหลังไมค์ รู้ไว้แต่เพียงว่า ผู้บรรยายกีฬาที่ชื่อ “วีณ” ปวีณ กิตติอุดมธรรม ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ความอดทนและความสามารถต่างหากที่ช่วยเขา เพราะฉะนั้น คนที่มีความฝันก็อย่าเพิ่งท้อ ถ้ายังไม่เห็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ