ปัญหาโรคเอดส์ เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมต่อทุกประเทศทั่วโลก จากรายงานของโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) พบว่าในปี 2019 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกสะสมอยู่ที่ 38 ล้านคน เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1.7 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากโรคเอดส์ถึง 690,000 คน จากปัญหาใหญ่นี้ ทำให้องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก (World AIDS Day)
จุดเริ่มต้นวันเอดส์โลก (World AIDS Day)
วันเอดส์โลก จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1988 (พ.ศ.2531) ถูกกำหนดขึ้นโดยองค์การอนามัยโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ เพื่อที่จะเน้นความสำคัญในความพยายามของคนทั่วโลก เนื่องจากปัญหาการระบาดของเชื้อเอชไอวียิ่งทวีความรุนแรง องค์กรสำคัญและบุคคลทั่วโลกต่างหันมาให้ความสนใจ เพื่อเพิ่มสร้างการรับรู้และให้ความรู้ที่ถูกต้อง จากปัญหาสำคัญอีกประการ คือ การตีตราผู้ป่วย การรังเกียจ และการเลือกปฎิบัติ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยทางร่างกายจากโรคอยู่แล้ว มีอาการเจ็บป่วยทางจิตใจด้วย จึงมีเป้าหมายเพื่อยุติการตีตราผู้ป่วย
วันเอดส์โลกในแต่ละปีจะมีธีมเฉพาะ เพื่อสร้างสาระสำคัญในการรณรงค์ในปีนั้น ๆ ส่วนธีมในปี 2020 นั้น ถือว่าเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้น จากธีม “Walk Together เอดส์อยู่ร่วมกันได้ ไม่ตีตรา”
ภายใต้ธีม “Walk Together เอดส์อยู่ร่วมกันได้ ไม่ตีตรา” มีสาระสำคัญเพื่อให้ทุกคนมีบทบาทสำคัญและมีส่วนร่วมในการก้าวไปด้วยกัน ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อลดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยโรคเอดส์และเพศสภาวะ โดยสร้างความตระหนักให้เข้าใจว่าเอดส์ก็เป็นโรคธรรมดาโรคหนึ่ง ไม่ใช่โรคติดต่อร้ายแรง น่ารังเกียจ และน่ากลัวมากขนาดนั้น ที่สำคัญก็ไม่ได้ติดต่อกันได้ง่าย ๆ และผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็มีสิทธิเสรีภาพในการดำรงชีวิตเหมือนกับคนปกติทุกประการ
และสิ่งที่เป็นสาระสำคัญอีกประการ คือ การไม่บังคับให้ตรวจเอชไอวี ไม่เปิดเผยผลเลือดของผู้อื่น และจะต้องไม่นำผลการตรวจเลือดมาเป็นเงื่อนไขในการรับเข้าทำงาน เข้าศึกษา การบริการด้านสุขภาพ และกิจกรรมอื่น ๆ ของสังคม ส่วนการดำเนินการในประเทศไทย กรมควบคุมโรคก็ได้กำหนดมาตรการที่จะขจัดปัญหาการรังเกียจ การตีตราและการเลือกปฏิบัติให้หมดไปภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) มีเป้าหมายอยู่ที่ร้อยละ 90
สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย
รายงานของกรมควมคุมโรค ที่ได้คาดการณ์ไว้ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ พบว่าในสิ้นปี ประเทศไทยจะมีผู้ติดเชื้อเอไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 472,376 ราย ติดเชื้อรายใหม่ที่ 4,855 ราย/ปี และจำนวนผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิต 11,882 ราย/ปี
ทั้งนี้ ประเทศไทยก็แสดงเจตนารมณ์อย่างมุ่งมั่นและแน่วแน่ที่จะยุติปัญหาเอดส์ ด้วย 3 เป้าหมายหลัก คือ
- ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้เหลือปีละไม่เกิน 1,000 คน
- ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้เหลือปีละไม่เกิน 4,000 คน
- ลดการรังเกียจและการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะลงจากเดิมร้อยละ 90
ความรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี (HIV)
สำหรับประวัติการระบาดของเชื้อเอชไอวีนั้น มีรายงานพบผู้ป่วยรายแรกในปี 1981 จากการศึกษาจีโนมของเชื้อไวรัส ทำให้นักวิจัยสันนิษฐานต้นกำเนิดไวรัสและวิวัฒนาการของเชื้อเอชไอวี ว่าน่าจะมีที่มาจากลิงชิมแปนซีในแอฟฟริกาตะวันตก ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเชื่อว่าเป็นไวรัสวิวัฒนาการและพัฒนาจากเชื้อไวรัสที่แต่เดิมก่อให้เกิดโรคเฉพาะในสัตว์เท่านั้น
เชื้อไวรัสเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus : HIV) หรือไวรัสเอดส์ เป็นไวรัสที่จัดอยู่ในกลุ่มเรโทรไวรัส ถูกค้นพบโดยนักไวรัสวิทยาชาวฝรั่ง ผู้หนึ่งเป็นสตรี ชื่อว่า ฟร็องซัว บาเร-ซีนูซี (Françoise Barré-Sinoussi) อีกหนึ่งเป็นชาย ชื่อว่าลุก มงตาญีเย (Luc Montagnier) ทั้งคู่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 2008 หรือเมื่อ 12 ปีที่แล้วนี้เอง
เชื้อไวรัสเอชไอวีนี้ ก่อให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้เกิดโรคเอดส์โดยลักษณะการติดเชื้อในระยะแรกผู้ติดเชื้อจะยังไม่แสดงอาการ ซึ่งกว่าจะแสดงอาการออกมาอาจจะกินระยะเวลาหลายปี ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ที่ได้รับเชื้อ
เมื่อเชื้อเจริญเติบโต ก็จะลุกลามไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานบกพร่อง เมื่อมีเชื้อโรคอื่นเข้าสู่ร่างกาย ก็ทำให้ร่างกายมีโอกาสติดเชื้ออื่น ๆ ซึ่งทำให้มีโรคแทรกซ้อน ผู้ติดเชื้อที่อยู่ในระยะลุกลามนี้จะเรียกว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่ร่างกายเริ่มตอบสนองจนเห็นได้ชัด
ปัจจุบัน วิทยาการทางการแพทย์รุดหน้าไปมากที่จะช่วยให้ผู้มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น อีกทั้งนักวิจัยก็ยังพยายามพัฒนาวัคซีนสำหรับป้องกันและกำจัดเชื้อไวรัสเอไอวี เพื่อคุณภาพชีวิตของประชากรโลก
ข้อมูลจาก : UNAIDS, HIV gov, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข






























