ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ “การใช้รถใช้ถนน” ที่ควรรู้เสียใหม่

หลายต่อหลายคน ขับรถหรือใช้ถนนจากความเคยชิน จนกลายเป็นนิสัยการใช้รถใช้ถนนที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผิดหรือถูก ถ้าถูกก็ดีไป แต่ความเชื่อผิดนี่สิที่เป็นปัญหา เพราะอาจทำให้เราใช้รถใช้ถนนด้วยความไม่รู้ ใช้อย่างประมาท ไปเรื่อย ๆ หลายกรณีเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ Tonkit360 ขอยกตัวอย่างความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนที่ควรทำความเข้าใจเสียใหม่ ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและเพื่อนร่วมทาง

1. ขับรถลงเขา แต่เข้าเกียร์ว่างแล้วประคองรถด้วยเบรก

เป็นการขับขี่ที่อันตรายมากถึงมากที่สุด หลายคนมีความเชื่อว่าการเข้าเกียร์ว่างไว้จะช่วงให้ประคองรถได้ดี แถมประหยัดน้ำมัน แต่ถ้ารู้แล้ว อย่าหาทำอย่างเด็ดขาด เพราะการเข้าเกียร์ว่างนี่แหละที่จะทำให้รถเสียการทรงตัวได้ง่าย ด้วยน้ำหนักของรถและทิศทางการเคลื่อนที่จากบนลงล่าง จะทำให้รถพุ่งด้วยความเร็วที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนควบคุมรถไม่ได้

รวมถึงการพยายามประคองรถด้วยการเหยียบเบรกตลอดเวลาก็อันตรายมากเหมือนกัน หลายคนคงคิดว่ารถยนต์เหมือนจักรยาน หากค่อย ๆ เบรกตลอดเวลาจะช่วยให้ปลอดภัย แต่นี่คือรถยนต์ การใช้เบรกตลอดเวลาจะทำให้จานเบรกร้อน ถึงขั้นที่ทำให้จานเบรกและผ้าเบรกไหม้ได้ แล้วเบรกก็จะใช้ไม่ได้อีก ดังนั้น วิธีลงเขาที่ถูกต้องใช้วิธีถอนคันเร่ง และใช้เกียร์ต่ำ จะควบคุมรถได้ง่ายและปลอดภัยกว่า

2. ไฟฉุกเฉิน อย่าใช้พร่ำเพรื่อ

ดูเหมือนจะยังมีคนเข้าใจผิดเรื่องไฟฉุกเฉินอยู่อีกมากพอสมควร ทั้งการเปิดไฟฉุกเฉินขณะขับผ่านแยก เพราะเข้าใจว่าจะช่วยให้รถคันหลังหรือฝั่งตรงข้ามเห็นว่าเราจะขับไปตรงนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้น มันทำให้รถทางซ้ายของเราที่อาจมองเห็นไฟเลี้ยวซ้ายข้างเดียวคิดว่าเราจะเลี้ยวซ้ายจึงไม่หยุด ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

อีกกรณีคือ ความเชื่อที่เปิดไฟเลี้ยวขณะที่ฝนตกหนัก เพราะหวังดี (ประสงค์ร้าย) กับรถคันข้างหลัง ให้เขาเห็นรถของเราได้ชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาอาจเข้าใจผิดว่ารถเราเสีย และหักหลบไปในช่องทางที่ไม่ปลอดภัย หรือทำให้ตัวเองสับสนเองขณะเปลี่ยนเลน ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เหมือนกัน ในเมื่อชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า “ไฟฉุกเฉิน” ก็ควรจะเปิดแค่ตอนมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน อย่างเกิดอุบัติเหตุ หรือรถเสียสิ ขับรถข้ามแยกกับฝนตกมันฉุกเฉินตรงไหนกัน!

3. ขับรถช้า ก็ไม่ได้ประหยัดน้ำมันเสมอไป

คงจะมีคนเข้าใจว่ากันบ้างแหละว่าการขับรถเร็วนั้นเปลืองน้ำมัน ซึ่งถ้าอยากประหยัดน้ำมันก็ต้องขับรถให้ช้าลง แต่ความจริงการใช้ความเร็วของรถไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการประหยัดน้ำมันหรอกนะ ที่จริงแล้ว มันอยู่ที่พฤติกรรมของเราเองต่างหาก แค่ใช้คันเร่งแบบไม่ประนีประนอม ทำความเร็วขึ้นไปที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ตามที่กฎหมายกำหนดบนทางพิเศษ) และรักษารอบเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอที่ 2,000 ถึง 2,500 รอบต่อนาที แค่นี้แหละก็ประหยัดน้ำมันแล้ว

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับรถให้ประหยัดน้ำมัน คือการวิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอ มากกว่าไปยึดติดอยู่กับเรื่องของตัวเลขความเร็ว นี่จึงสาเหตุที่ว่ารถที่ขับในเมืองที่ต้องเร่ง ใช้รอบเครื่องสูง ๆ เบรก และออกตัวบ่อย ทั้งที่ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยซ้ำ แต่กินน้ำมันกว่ารถที่วิ่งยาว ๆ และใช้รอบเครื่องสม่ำเสมอเสียอีก

4. ระวัง! รถระเบิด ถ้าเติมน้ำมันเต็มถังช่วงอากาศร้อน

ความฉลาดของมนุษย์ คือ พัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น ซึ่งรถยนต์ที่เราใช้กันในปัจจุบันนั้นก็พัฒนามาจากอดีตมาก มีการออกแบบให้ระบบเชื้อเพลิงรับมือกับไอน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว และมันก็ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดระเบิดด้วย ฉะนั้น ถ้าใช้รถแบบปกติ ไม่มีอะไรชำรุดเสียหาย ไม่ได้ไปดัดแปลงอะไร เราจะไม่ได้ยินข่าวว่าเติมน้ำมันแล้วระเบิดหรอก ไม่ว่าจะเติมในช่วงเวลาไหนของวัน หรือเติมช่วงที่แดดร้อนสุด ๆ ก็ตาม

ที่สำคัญ คุณสมบัติของน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซล จะติดไฟได้เองก็ต่อเมื่อมีอุณหภูมิสูงถึง 250 องศาเซลเซียส ซึ่งแสงแดดไม่ได้ทำอากาศร้อนขนาดนั้น รวมถึงต่อให้ความร้อนในรถสูงจนผิดปกติ ก็ไม่ได้สูงถึง 250 องศาเซลเซียส นั่นแปลว่าถ้ารถระเบิดก็มาจากปัจจัยแวดล้อมอื่น แค่ปัจจัยนี้ปัจจัยเดียวทำรถบึ้มไม่ได้ ถ้ารถจะระเบิดเพราะเติมน้ำมันช่วงอากาศร้อนจริง รถที่ใช้ ๆ กันในประเทศที่ร้อนกว่าไทยก็คงรถระเบิดไปหมดแล้ว

5. ไหล่ทางน่ะไม่ได้มีเอาไว้แซง

อีกความเชื่อ (หรือมักง่ายก็ไม่แน่ใจ?) ว่าไหล่ทางน่ะเข้าสร้างเอาไว้ให้พวกที่รีบ ๆ ใช้แซง เป็นช่องทางพิเศษของฉัน แต่อย่า…อย่าทำเด็ดขาด อันตรายมาก เพราะไหล่ทางเขามีไว้เป็นช่องทางสำหรับรถฉุกเฉิน และรถที่จอดเสียเท่านั้น เพราะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงมาก และที่สำคัญ มันผิดกฎหมาย!

หากเป็นถนนปกติ การขับรถไหล่ทางนั้นเสี่ยงต่อการเจอรถที่ออกจากด้านซ้าย หรือรถที่มาจากด้านขวาแล้วเบี่ยงซ้ายเข้าถนนย่อยหรือซอย เพราะมองไม่เห็น รวมถึงบางจุดที่เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นฝาท่อระบายน้ำเผยอ ๆ หรือมีแอ่งน้ำ ก็อาจทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำได้ ส่วนบนทางด่วนพิเศษก็มีข่าวอุบัติเหตุว่ารถที่วิ่งไหล่ทางด้วยความเร็วสูง พุ่งชนรถที่จอดเสียอยู่บริเวณไหล่ทางของทางด่วนก็มีให้เห็นถี่มาก แล้วก็มีผู้เสียชีวิตด้วย และบริเวณไหล่ทางก็เป็นจุดที่สกปรกที่สุดของผิวถนน รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วอาจขับทับอะไรเข้าจนยางแตกหรือระเบิดได้