อัปเดต “ลดหย่อนภาษี” ก่อนยื่นภาษีปี 64 มีอะไรใหม่ อะไรหายไปบ้าง?

ใกล้ถึงช่วงสิ้นปีทีไร เหล่าคนทำงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนก็ได้เวลาเตรียมตัวยื่นภาษีประจำปีกันอีกครั้ง ซึ่งหลายคนอาจรู้สึกว่าทำไมการเสียภาษีในปีนี้ดูกระชั้นชิดกว่าที่เคย

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกมายื่นภาษีบุคคลธรรมดาประจำปีในช่วงโค้งสุดท้ายที่รัฐบาลขยายเวลาให้เป็นพิเศษจนถึงช่วงสิ้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมานั่นเอง ก่อนจะมีการยื่นภาษีอีกครั้งภายในเดือนมี.ค.ปีหน้า

ดังนั้น ใครที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่าลืมอัพเดทกันก่อนว่าปีนี้มีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง และมีอะไรที่หายไปบ้าง

ปีนี้มีอะไรบ้าง?

ช้อปดีมีคืน

โครงการ “ช้อปดีมีคืน” เป็นมาตรการลดหย่อนภาษีที่รัฐบาลหวังกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศในช่วงปลายปีสำหรับผู้ที่มีรายได้สุทธิต่อปีมากกว่า 150,000 บาทขึ้นไปโดยเฉพาะ และไม่ต้องลงทะเบียนใด ๆ แค่ขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจากร้านค้าในระหว่างวันที่ 23 ต.ค.- 31 ธ.ค.63 ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีประจำปี 2563 ได้

สิทธิประโยชน์
  • ลดหย่อนภาษีได้ตามที่ใช้จ่ายจริงสูงสุด 30,000 บาท เพียงซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการ / ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษี VAT,ซื้อสินค้า OTOP หรือซื้อหนังสือ (แบบเป็นเล่ม / E-Book)
  • เงินได้สุทธิต่อปี 150,001-300,000 บาท คืนภาษีสูงสุด 1,500 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 300,001-500,000 บาท คืนภาษีสูงสุด 3,000 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 500,001-750,000 บาท คืนภาษีสูงสุด 4,500 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 750,001-1,000,000 บาท คืนภาษีสูงสุด 6,000 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 1,000,001-2,000,000 บาท คืนภาษีสูงสุด 7,500 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 2,000,001-5,000,000 บาท คืนภาษีสูงสุด 9,000 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 5,000,001 บาทขึ้นไป คืนภาษีสูงสุด 10,500 บาท

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่สามารถใช้กับ สุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ / ค่าน้ำมัน และก๊าซเติมยานพาหนะ / รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ / ค่าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร (รูปเล่ม-อิเล็กทรอนิกส์) / ค่าบริการธุรกิจนำเที่ยว / ค่าที่พักโรงแรม

หากใครถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือใช้สิทธิ์ในโครงการ “คนละครึ่ง” ไปแล้ว จะไม่สามารถร่วมโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ได้

กองทุน SSF

กองทุน Super Savings Fund (SSF) เป็นกองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาวที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ที่ให้บุคคลธรรมดานำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ โดยมีระยเวลาในการถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปีนับจากวันซื้อ

สิทธิประโยชน์
  • ลดหย่อนสูงสุด 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,00 บาท
  • เมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ ได้แก่ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว ลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท

เบี้ยประกันสุขภาพ

ปกติเบี้ยประกันสุขภาพสามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้อยู่แล้ว แต่สืบเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี ทางรัฐบาลจึงออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ทำให้ได้สิทธิลดหย่อนเพิ่มขึ้น

สิทธิประโยชน์
  • สำหรับผู้จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพตนเอง สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง โดยลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท จากเดิมที่ลดหย่อนได้เพียง 15,000 บาท
  • เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท

ปีนี้อะไรหายไป?

กองทุน LTF

สำหรับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งเป็นกองทุนสุดฮิตที่หลายคนชอบซื้อเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานรายได้เยอะนั้น ปีนี้เป็นปีแรกที่ไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ หลังจากถูกยกเลิกไปแล้วโดยเมื่อช่วงปลายปี 2562 เป็นปีสุดท้ายที่ขยายเวลาให้ซื้อได้

โดยมีกองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว (SSF) เข้ามาแทนที่ แต่ด้วยระยะเวลาถือครองที่ยาวนานไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทำให้ได้รับความนิยมน้อยกว่า LTF ที่กำหนดให้ถือครองเพียง 7 ปีปฏิทิน