ปกติแล้ว การอยู่ร่วมกันในสังคม เราต้องอยู่ร่วมกันกับคนหลายช่วงวัย มีตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อรุ่นแม่ รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน รุ่นน้อง รุ่นหลาน และรุ่นเหลน ในเมื่อช่วงอายุเริ่มห่างกันเรื่อย ๆ ประสบการณ์ชีวิตที่มีไม่เท่ากัน การอยู่ร่วมในเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ต่างกัน จึงไม่แปลกที่จะคุยกันไม่รู้เรื่อง และบางครั้งก็ไม่เข้าใจกันจนเกิดเป็นความขัดแย้งขึ้น
โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว บางครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกหลายรุ่นอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นได้เป็นปกติ เพราะไม่มีทางที่ทุกคนในครอบครัวจะมีความคิดเหมือนกันไปทุกอย่าง เมื่อมีความเห็นที่ไม่สอดคล้องกัน แล้วยังคุยกันไม่รู้เรื่องอีก ปัญหาจึงยิ่งบานปลาย
ทำความเข้าใจคนใน Generation ต่าง ๆ
ก่อนที่จะเข้าใจคนในช่วงวัยต่าง ๆ ได้ เราต้องรู้ก่อนว่าพื้นฐานชีวิต และสภาพแวดล้อมในช่วงที่กลุ่มคนช่วงอายุต่าง ๆ เติบโตมาเป็นอย่างไร ซึ่งหลักสากล จะแบ่ง Generation ออกเป็น 4 กลุ่ม
Baby Boomer (เบบี้บูมเมอร์)
เป็นประชากรที่เติบโตมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือปัจจุบันก็คือวัยผู้สูงอายุ หรือกำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ประชากรกลุ่มนี้เป็นประชากรที่เกิดขึ้นมาทดแทนประชากรที่ล้มหายตายจากจากสงคราม เมื่อมีประชากรเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันสูง และชีวิตต้องดิ้นรนทำงานหนัก คนกลุ่มนี้จึงมีความอดทนสูง ทุ่มเทให้กับการทำงาน มักคิดและทำอะไรด้วยตัวเอง แต่ยึดชนชั้น เพราะเชื่อมั่นคำสั่งจากผู้นำ ด้วยความที่ต้องดิ้นรน ทำให้พวกเขาค่อนข้างประหยัด โดยคนรุ่นอื่นจะมองว่าเป็นพวก “อนุรักษ์นิยม” ที่เคร่งครัดกฎเกณฑ์ (บางคนมากเกินไป) จนบางทีก็ไม่เปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน
Generation X (Gen X)
Gen X เป็นรุ่นลูกของเบบี้บูมเมอร์ ประชากรโลกเริ่มมากขึ้น คนกลุ่มนี้จึงเกิดมาท่ามกลางสังคมที่เริ่มมีการคุมกำเนิด ปัจจุบันเป็นคนวัยทำงานที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป คนกลุ่มนี้ไม่ต้องลำบากและดิ้นรนมากเท่ารุ่นพ่อแม่ ชอบอะไรง่าย ๆ ไม่พิธีรีตอง ยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับโลก ให้ความสำคัญระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน โดยสามารถทำทุกอย่างได้เพียงลำพังไม่พึ่งพาใคร ระบอบชนชั้นสำคัญไม่มากเท่ารุ่นพ่อแม่ เป็นตัวของตัวเองสูง รักอิสระ มีความคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ แต่ความอดทนต่ำลง เพราะเริ่มมีเทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวก และมักจะตั้งคำถามว่าทำไมชีวิตต้องทน ในเมื่อมีโอกาสและตัวเลือกมากมาย ส่วนเรื่องเงินก็เก็บออมบ้างและใช้เท่าที่มี
Generation Y (Gen Y)
คนรุ่นนี้เป็นยุคของคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันคือวัยรุ่นที่อายุราว ๆ 18-20 ปี ไปจนถึงวัยที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวจากการทำงาน คนกลุ่มนี้จะเป็นลูกของคน Gen X ซึ่งความอดทนจะต่ำมากกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ การเติบโตของพวกเขาคาบเกี่ยวกับยุคอะนาล็อกปลาย ๆ และยุคดิจิทัล ให้ความสำคัญกับการจัดสรรเวลางานและชีวิตส่วนตัว สนใจการสร้างความสุขให้กับตัวเอง พวกเขาไม่ชอบชนชั้น จึงไม่ชอบการออกคำสั่งและการบังคับขู่เข็ญจากใคร ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต เด็กรุ่นนี้ชอบทำงานเป็นทีมมากกว่าฟังคำสั่งจากหัวงานหรือผู้นำ เพราะเขาเติบโตมาพร้อมกับการทำงานกลุ่ม การประชุม การระดมความคิดเห็น พวกเขาจึงต้องการอิสระและการยอมรับความคิดเห็นจากคนที่ทำงานร่วมกัน
Generation Z (Gen Z)
คือวัยเด็กและวัยที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นในปัจจุบัน เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ลงมา พวกเขาเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวก ในรุ่นนี้แทบไม่เหลืออะไรที่เป็นอะนาล็อกอีกต่อไป พวกเขามีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ เรียนรู้ได้เร็ว เพราะพ่อแม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวันแล้ว เพียงกระดิกนิ้วก็ได้สิ่งที่ต้องการ และมีตัวเลือกมาก พวกเขาจึงมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบมากกว่าคนวัยอื่น ชอบความสะดวกสบาย ไม่ชอบพิธีการ และสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในคราวเดียวกัน เด็กรุ่นนี้ถือว่าเป็นลูกของทั้งคน Gen X และ Gen Y เขาเห็นภาพพ่อและแม่ทำงานทั้งคู่ (แม่ไม่ใช่แม่บ้านอีกต่อไป) เด็ก Gen Z หลายคนจึงได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ตัวเอง
สาเหตุหลักที่ทำให้ช่วงวัยเป็นปัญหาของความขัดแย้ง
- สภาพแวดล้อมต่างกัน คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เติบโตมาแบบชีวิตต้องดิ้นรน พ่อแม่ไม่ได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแบบเด็กรุ่นใหม่ สมัยที่พวกเขาหนุ่ม ๆ สาว ๆ เขาไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีแม้แต่เพจเจอร์ด้วยซ้ำ ทุกอย่างจึงเป็นการพึ่งตัวเอง ในขณะที่คนรุ่นอื่นไม่ต้องดิ้นรนขนาดนั้น
- ความคาดหวังต่างกัน สังเกตง่าย ๆ คนรุ่นหลานมักจะมีปัญหากับคนรุ่นปู่ย่าตายาย เพราะปู่ย่าตายายไปคาดหวังในบางสิ่งที่เด็กไม่อยากทำ เขาคิดว่าไม่มีประโยชน์หรือไม่มีเหตุผลที่ต้องทำ โดยเฉพาะความเชื่อบางอย่างที่ไม่มีเหตุผลมารองรับ แต่อ้างเรื่องบาปบุญคุณโทษ
- อคติและอีโก้ พฤติกรรมต่าง ๆ ที่คนแต่ละช่วงอายุแสดงออก เป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตน ทัศนคติ และประสบการณ์ส่วนตัว สองฝ่ายที่อายุต่างกันจึงมีความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน ยิ่งมีปัจจัยทางการสื่อสารเข้ามาเกี่ยวข้อง กลายเป็นว่าปัญหาใหญ่กว่าเดิมเดิม คือเป็นไปในลักษณะ “เด็กก็ดื้อ ผู้ใหญ่ก็รั้น” ทำให้หาจุดร่วมไม่เจอ
- ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ฝั่งพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายนั้นคิดว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ อยู่ในฐานะผู้ดูแล ผู้ควบคุม ก็คือ “เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน” จึงพยายามยัดเยียดให้รุ่นลูกรุ่นหลานมีความคิดความเชื่อเหมือนกับตนเอง ในขณะเดียวกัน เด็กรุ่นใหม่มีแหล่งรับข้อมูลที่ง่ายและกว้างกว่าผู้ใหญ่ พวกเขารู้สึกว่าเขาโตแล้ว ไม่จำเป็นที่ผู้ใหญ่จะต้องมานั่งจ้ำจี้จำไช เพราะเป็นเรื่องน่ารำคาญ
- เวลา ทำให้ชีวิตของคนที่วัยต่างกันไม่บรรจบกัน เช่น ตอนเด็ก ลูก ๆ ต้องการให้พ่อแม่สนใจ อยู่เล่นด้วย พาไปเที่ยว แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่มีเวลาให้ขนาดนั้น เพราะต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้มั่นคง ในทางกลับกัน เมื่อครอบครัวเริ่มอยู่ตัว พ่อแม่ก็อยากที่จะอยู่กับลูก แต่ลูกก็เข้าสู่ช่วงเป็นวัยรุ่น เขามีเพื่อน และต้องการจะเป็นอิสระ ไม่หวังพึ่งพ่อแม่อีกต่อไป จึงเกิดเป็นความไม่เข้าใจกัน
- การสื่อสาร แบบที่ “ไม่น่าฟัง” สำหรับคนแต่ละช่วงอายุ อย่างเช่น ลูกไม่ชอบการพูดคุยกับพ่อแม่ในลักษณะที่อบรมสั่งสอน หรือออกคำสั่งบังคับขู่เข็ญ ส่วนพ่อแม่ก็ไม่ปลื้มมาก ๆ เหมือนกัน ถ้าลูกพูดคุยแบบที่ไม่เคารพ ยอกย้อน เถียง
คิดไม่เหมือนกัน เชื่อคนละแบบ แต่ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้
ครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัวเดี่ยว หรือก็คือครอบครัวใหญ่อยู่กันหลายคน หมายความว่าในบ้านต้องอยู่ร่วมกับคนหลายช่วงวัย แต่ในเมื่ออะไร ๆ ก็ไม่เหมือนกัน ทั้งประสบการณ์ ลักษณะการใช้ชีวิต บวกกับช่องว่างที่ห่างกันเรื่อย ๆ จึงเกิดความขัดแย้งขึ้นได้ง่าย
การที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข จำเป็นต้องทำให้ครอบครัวดูน่าที่จะพูดคุยปรับทุกข์ พ่อแม่ที่อายุยังน้อย มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อลูกใกล้เคียงกับ “เพื่อน” มีผลให้ลูกเปิดใจคุยได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีขอบเขตที่ตกลงร่วมกัน เพราะวัยที่ห่างออกไปอย่างรุ่นปู่ย่าตายาย เขาจะพยายามออกแบบคนรุ่นหลานว่าควรจะรู้หรือไม่รู้อะไร คาดหวังที่จะให้เด็กแสดงความเคารพต่อผู้สูงอายุและมีมารยาทในสังคม ผู้ใหญ่บางคนจึงมองพฤติกรรมเด็กในปัจจุบันว่าเป็นพวกหัวรุนแรง ก้าวร้าว และตกใจกับการแสดงออกของเด็กยุคใหม่ เพราะตนเองเคยต้องเคารพระเบียบวินัยของพ่อแม่ ต้องทำในสิ่งที่ถูกสั่งให้ทำ ก็ต้องค่อย ๆ ปรับกันไป
อีกทั้งปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่บางคน มองเด็กว่า “เด็ก ๆ ควรเป็นเด็ก” คือ ไม่ปล่อยให้มีอิสระมากเกินไปและเร็วเกินไป โดยลืมไปว่าเด็กเองก็เป็นสมาชิกในครอบครัว เขาควรมีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็นได้เหมือนกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เองก็ควรจะเปิดใจฟังสิ่งที่เด็กพูด ไม่ใช่คิดว่าเด็กกำลังท้าทายหรือขัดคำสั่ง การพูดคุยแบบนี้อาจดูน่ารำคาญสำหรับผู้ใหญ่ แต่การคุยกันจะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวได้แก้ปัญหาร่วมกัน
นอกจากนี้ เรื่องของเทคโนโลยี ทำให้เด็กรุ่นใหม่มีเทคโนโลยีเป็นของเล่นยามเหงามากกว่าการคุยกับคนในครอบครัว ปู่ย่าตายายมักจะอารมณ์เสียถ้าเห็นว่าบุตรหลานเล่นโทรศัพท์บนโต๊ะอาหาร หรือระหว่างการทำกิจกรรมครอบครัว โดยมองมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ ส่วนเด็กก็รู้สึกขาดความเป็นส่วนตัว ทำให้พวกเขาไม่อยากจะนั่งร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ ตรงนี้ก็ควรจะมีกฎที่ตกลงกันด้วยเหตุผลมาสนับสนุน
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไมการรู้และเข้าใจธรรมชาติของช่วงวัยต่าง ๆ จึงสำคัญสำหรับการอยู่ร่วมกันระหว่างคนช่วงอายุต่างกัน เพราะเขาต้องปรับตัวเข้าหากัน แต่ละฝ่ายควรดึงจุดที่ตัวเองมี มาเสริมอีกฝ่ายที่ไม่มี เปิดใจ แล้วหันหน้ามาคุยกันอย่างสร้างสรรค์ เช่น เด็กช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัวที่มีอายุมากกว่าในการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี ส่วนผู้ใหญ่ก็ต้องลดอีโก้และความมั่นใจในตัวเองลง มองว่าเด็กก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้าน เลือกทำความเข้าใจกันและกัน ไม่ใช่การเปลี่ยนความคิดของอีกฝ่าย และอย่าลดทอนความเชื่อของตัวเอง อะไรที่สบายใจก็ทำไป แค่ไม่เดือดร้อนคนอื่นก็พอ
เหนือสิ่งอื่นใด คือ การรับฟังสิ่งที่คนอื่นพูดแม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม เพราะจริง ๆ แล้วพวกเขาแค่ต้องการให้มีคนได้ยินเสียงและเข้าใจพวกเขาเท่านั้นเอง






























