“ทางลักผ่าน” กับ “ความรับผิดชอบ” ของผู้ขับขี่

ขอบคุณภาพจาก FB : ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

จากที่เปิดสถิติอุบัติเหตุและพบว่า “ทางลักผ่าน” คือจุดเกิดเหตุอันดับ 1 ณ จุดตัดทางรถไฟ นั้น ทำให้พบข้อมูลว่าปัจจุบ้นยังคงมีทางลักผ่าน ซึ่งเป็นจุดตัดที่ไม่ได้รับอนุญาตอีกจำนวนมาก และมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นด้วย

โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินการสำรวจจุดตัดทางรถไฟใหม่ พบว่ามีทางลักผ่านเพิ่มขึ้น 92 แห่ง ทำให้ปัจุุบันมีทางลักผ่านมากถึง 676 แห่ง จากจุดตัดทางรถไฟทั้งหมด 2,657 แห่ง

อย่างที่ทราบกันว่าทางลักผ่านนั้น เป็นทางตัดผ่านที่ผิดกฎหมาย ซึ่งข้อมูลจากรฟท.ระบุว่าอาจดำเนินการโดยประชาชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบอล แต่ไม่ได้ขออนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาตจากรฟท.จึงไม่มีการควบคุมด้านความปลอดภัย

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทางลักผ่านจะเป็นจุดเกิดเหตุอันดับ 1 ของอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟ หากเทียบกับการไม่มีเครื่องกั้น, มีเครื่องกั้น หรือล้ำโครงสร้างทาง

ทั้งนี้ สิ่งที่การรถไฟฯ มีขอบเขตในการป้องกันได้ คือการติดตั้งป้ายเตือน และป้ายหยุด ก่อนข้ามทางรถไฟ แต่สิ่งป้องกันเหล่านั้นก็ป้องกันได้ไม่เต็ม 100% จากพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของผู้ขับขี่ยานพาหนะ

“ผู้ขับขี่” ตัวแปรสำคัญของอุบัติเหตุ

นอกจากทางลักผ่านจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนแล้ว ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเสี่ยงก็หนีไม่พ้น “ผู้ขับขี่” ยวดยานพาหนะด้วย

โดยพฤติกรรมการขับรถที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่กระทรวงคมนาคมมีสถิติบันทึกไว้ เมื่อปี 2562 พบว่าเกิดจากสาเหตุ 4 ประการ ดังนี้

  1. การขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด โดยเฉพาะในบริเวณที่ไม่คุ้นชินเส้นทาง
  2. การขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ทั้งกรณีรถตัดหน้าและคนตัดหน้า ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียการควบคุมรถ หรือไม่สามารถหยุดรถได้ทัน โดยการขับรถตัดหน้ากระชั้นชิดเป็นสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุหลักในรถโดยสารสาธารณะด้วย
  3. การหลับในขณะขับรถ โดยเฉพาะบนถนนทางหลวงและถนนที่มีลักษณะเป็นทางตรง
  4. การเมาสุรา ซึ่งพบว่ามีการเกิดอุบัติเหตุทางถนนบนสายทางหลวงชนบทในสัดส่วนที่สูงกว่าทางหลวง และทางด่วน รวมถึงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนในช่วงเทศกาลหยุดยาว

ความประมาทคือหายนะ

ส่วนใหญ่แล้วอุบัติเหตุมักเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่ ดังเช่นเหตุสลดกรณีล่าสุดที่จ.ฉะเชิงเทรา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 19 ราย บาดเจ็บ 42 ราย ซึ่งผู้โดยสารที่รอดชีวิตเผยว่ามีการร้องเตือนผู้ขับขี่แล้วว่ามีรถไฟมา แต่คนขับรถบัสยังคงขับต่อไปจนเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว

ขอบคุณภาพจาก FB: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดฉะเชิงเทรา Pr8Riew

นอกจากนี้ ภายในรถบัสยังเปิดเพลงเสียงดังด้วย ทำให้คนขับไม่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟที่เตือนให้ระวัง ประกอบกับรถบัสคันดังกล่าวบรรทุกผู้โดยสารเกือบ 60 คน จึงทำให้ขึ้นเนินได้ช้ากว่าปกติ อีกทั้งรถบัสที่เกิดเหตุยังขาดการต่อภาษีประจำปีด้วย ซึ่งสิ้นอายุภาษีไปเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่วันเกิดเหตุคือวันที่ 11 ต.ค.63

แม้ว่าคนขับจะไม่ได้ขับรถเร็วกว่ากำหนด และไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ก็ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่าไม่ได้

ความรับผิดชอบของผู้ขับขี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ ยิ่งเป็นบริเวณที่ไม่คุ้นชินเส้นทาง ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น เพื่อจะไม่ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาคคิดที่นำมาซึ่งความสูญเสียเช่นนี้อีก!

ข้อมูล : รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของกระทรวงคมนาคม พ.ศ.2562