ชีวิตวัยเกษียณเป็นช่วงอายุที่หลายคนไม่อยากมีภาระใด ๆ ให้ต้องรับผิดชอบ นอกจากดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง และมีเงินทองมากพอที่จะใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายได้อย่างมีความสุข เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระให้กับครอบครัว และลูกหลาน

ด้วยเหตุนี้ การใช้สิทธิประกันสังคม หรือบัตรทอง ซึ่งเป็นสิทธิที่พึงมีจากภาครัฐ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพให้กับผู้สูงอายุได้ แต่ควรเลือกใช้สิทธิใดดีจึงจะตอบโจทย์ได้มากที่สุด ระหว่างบัตรทอง กับประกันสังคมมาตรา 39 Tonki360 รวบรวมข้อมูลมาไว้ที่นี่แล้ว!

มนุษย์เงินเดือนที่ทำงานบริษัทเอกชน จะได้สิทธิประกันสังคมตามมาตรา 33 ไปจนกระทั่งอายุ 55 ปี ก่อนจะสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ซึ่งหลังจากนั้น จะสามารถเลือกได้ว่าจะส่งเงินสมทบประกันสังคมต่อไป หรือลงทะเบียนใช้สิทธิบัตรทองซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่สามารถใช้ได้หากไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลอื่นใดที่รัฐจัดให้ ซึ่ง Tonkit360 เคยนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ ความแตกต่างระหว่าง “บัตรทอง” กับ “บัตรประกันสังคม” ไปก่อนหน้านี้แล้ว

เลือกสมัครเป็นผู้ประกันตนเองมาตรา39

โดยปกติแล้วหากสิ้นสุดสมาชิกภาพประกันสังคมตามมาตรา 33 ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเมื่อครบอายุ 55 ปี ซึ่งจะคำนวณจากฐานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท แต่หากเลือกส่งประกันสังคมต่อโดยเปลี่ยนจากมาตรา 33 มาเป็นมาตรา39 (สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก “ประกันสังคม” มาตรา 33 / 39 / 40 ต่างกันอย่างไร?) จะส่งผลให้ผู้ประกันตนยังไม่ได้รับเงินบำนาญชราภาพ แต่จะได้สิทธิประโยชน์คุ้มครองใน 6 กรณี ได้แก่ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย, ทุพพลภาพ, คลอดบุตร, สงเคราะห์บุตร, ชราภาพ, เสียชีวิต ต่อเนื่องจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แทน

อย่างไรก็ตาม กรณีเลือกประกันตนเองมาตรา 39 ซึ่งต้องส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาทนั้น จะส่งผลต่อเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับเมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนด้วย เนื่องจากเงินบำนาญที่ได้รับในแต่ละเดือนจะเปลี่ยนมาคำนวณจากฐานเงินเดือน 4,800 บาทแทน ส่งผลให้ได้รับเงินน้อยลง (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ออกจากงานประจำ “ส่งประกันสังคม” ต่อหรือพอแค่นี้ดี?) เพราะเงินบำนาญที่จ่ายให้ผู้ประกันตนนั้น จะคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายหรือ 5 ปีสุดท้าย 

เลือกสมัครสิทธิบัตรทอง

กรณีที่เลือกใช้สิทธิบัตรทอง หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยไม่ส่งประกันสังคมต่อ ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญชราภาพจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และจะสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิประโยชน์คุ้มครอง 6 กรณีทันที 

ขณะที่บัตรทองซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นั้น จะมีสิทธิประโยชน์ไม่ครอบคลุมทั้ง 6 กรณีเหมือนเช่นประกันสังคม เพราะไม่คุ้มครองกรณีสงเคราะห์บุตร, ชราภาพ และเสียชีวิต แต่ผู้ใช้สิทธิบัตรทองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือน อีกทั้งยังได้รับการรักษาที่หลายคนมองว่าคุ้มค่ากว่าการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมด้วย

เปรียบเทียบสิทธิรักษาพยาบาล

เจ็บป่วย

ประกันสังคม : ใช้สิทธิ์ในรพ.ที่ลงทะเบียนไว้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และจำนวนเงิน 

บัตรทอง : ใช้สิทธิ์ในรพ.ที่ร่วมโครงการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และจำนวนเงิน

เจ็บป่วยเฉพาะโรค

ประกันสังคม : ไม่คุ้มครองบางโรค อาทิ โรคเดียวกันที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาล ประเภทคนไข้ในเกิน 180 วันใน 1 ปี , การผ่าตัดอวัยวะ ยกเว้นปลูกถ่ายไขกระดูก ผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา

บัตรทอง : คุ้มครองไม่ว่าจะเป็นมาก่อนหรือไม่ 

อุบัติเหตุ 

ประกันสังคม : เข้ารับการรักษารพ.ที่ใกล้ที่สุดได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

บัตรทอง : เข้ารับการรักษารพ.ที่ใกล้ที่สุดได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ทำฟัน  

ประกันสังคม : ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน ผ่าฟันคุด ทำฟันปลอมชนิดถอดได้

บัตรทอง : ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน ผ่าฟันคุด ทำฟันปลอมฐานพลาสติก ใส่เพดานเทียมในเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ รักษาโพรงประสาทฟันน้ำนม

การรักษาตัวต่อเนื่อง

ประกันสังคม : ไม่คุ้มครอง

บัตรทอง  : ให้บริการรักษาตัวแบบพักฟื้นหลังผู้ป่วยกลับบ้าน และฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายหลังสิ้นสุดการรักษา

ยาและเวชภัณฑ์

ประกันสังคม : ใช้ได้ทั้งยาในและนอกบัญชีหลักแห่งชาติ

บัตรทอง :  ใช้ยาที่มีอยู่ในบัญชีหลักแห่งชาติ ส่วนยานอกบัญชีหลัก ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ รวมทั้งกรณีที่ผู้ป่วยยอมจ่ายเงินเอง

ค่าห้องและค่าอาหาร 

ประกันสังคม : ค่าห้องและค่าอาหารสามัญไม่เกิน 700 บาท/วัน

บัตรทอง :  ครอบคลุมค่าห้องและค่าอาหารสามัญ รพ.รัฐบาล

ข้อมูล : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  / สำนักงานประกันสังคม