Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Teach You a Lesson เด็กดื้อต้องโดนตี เด็กอัxรีย์ต้องโดน teen

Teach You a Lesson เด็กดื้อต้องโดนตี เด็กอัxรีย์ต้องโดน teen

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีซีรีส์เรื่องใหม่ที่เป็นกระแสถล่มทลายในโซเชียลมีเดีย สิ่งที่ชาวเน็ตพูดถึงกันอย่างมากก็คือ การที่ซีรีส์นำเสนอเรื่องราวความรุนแรงในโรงเรียนในแบบที่แตกต่างออกไป แน่นอนว่าการหยิบเอาประเด็นนี้มาทำซีรีส์เกาหลีไม่ใช่เรื่องใหม่หรอก แต่ที่ใหม่ก็คือการมองปัญหาผ่านสายตาของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้แค่แปลว่าคนที่มีอายุมากเท่านั้น แต่คือบุคคลระดับชั้นผู้บังคับบัญชาที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและกฎหมายของประเทศ โดยเลือกที่จะแก้ปัญหาที่เกินจะเยียวยาได้ด้วยการสั่งสอนแบบประนีประนอม มาเป็นการสอนแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ถนัดใช้ความรุนแรงกันนักก็คุยกันด้วยหมัดนี่แหละ มันทำให้คนดูรู้สึกสะใจในความเป็นละครที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หลายคนอดนอนดูรวดเดียว 10 ตอนจบ ล่าสุดซีรีส์ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 บน Netflix ไปแล้ว ทั้งในไทยและของโลก

Teach You a Lesson หรือชื่อไทย อย่างนี้ต้องโดนสั่งสอน เป็น Limited Series จาก Netflix ที่ถูกดัดแปลงจากเว็บตูนเรื่อง “Get Schooled” ที่ใช้ชื่อแปลไทยว่า “การศึกษาที่แท้จริง” เล่าเรื่องราวในรั้วโรงเรียนผ่านมุมมองของผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษาเกาหลี ซึ่งก็คือกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อระบบการศึกษาในโรงเรียนล่มสลายด้วยกฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด ช่องโหว่มากมายกลายเป็นอาวุธในมือที่ทำให้พวกเด็กเปรตสามารถทำร้ายครูและเพื่อนร่วมชั้นได้อย่างย่ามใจ เป็นเกราะป้องกันที่ทำให้พวกเขาจะไม่ถูกลงโทษไม่ว่าจะทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าแค่ไหน และครูบาอาจารย์ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ แทบจะไม่มีสิทธิในการอบรมสั่งสอน ตักเตือน ติเตียน หรือแม้แต่การลงโทษเมื่อพวกเขากระทำผิด

ภาพจาก IG: netflixkr

เพราะถ้าหากพวกครูลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อความถูกต้องแล้วล่ะก็ พวกเขาอาจถูกผู้ปกครองที่เป็นผู้มีอิทธิพล ผู้ปกครองที่ประสาทแดก พวกแก๊งพ่อแม่รังแกฉันที่ปากพูดเป็นอยู่คำเดียวว่าลูกฉันเป็นคนดี ลูกฉันไม่ผิด แต่ไม่เคยจะสนใจเลยว่าลูกตัวเองทำเรื่องระยำตำบอนแค่ไหนที่โรงเรียน หรือพวกเด็กหัวหมอที่ฉลาดแต่เรื่องเลว ๆ เล่นงานเอา ไม่ว่าจะด้วยกฎหมาย อย่างการฟ้องร้องข้อหาทารุณกรรมเด็กหรือละเมิดสิทธิเด็กนักเรียน การใช้อำนาจและวิธีสกปรกทำลายชีวิตส่วนตัว การตามคุกคาม รวมถึงการใส่ร้ายป้ายสีในโลกออนไลน์ เพื่อให้สังคมพวกมากลากไปลงโทษด้วยการรุมประณาม จนชีวิตของครูและเด็กนักเรียนดี ๆ หลายคนพังทลาย

ผลที่ตามมาคือ พวกนักเรียนอันธพาลและแก๊งนักเลงวัยรุ่นยิ่งได้ใจว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีบทลงโทษไหนจัดการกับพวกเขาได้ร้ายแรงในเมื่อยังเป็นเพียงเยาวชน ถึงขั้นสถาปนาตัวเองเป็นใหญ่ในโรงเรียน มีการบูลลี่ ทำร้ายร่างกาย ขู่กรรโชกทรัพย์เพื่อน ๆ ข่มขู่ คุกคาม และปั่นประสาทครู ไปจนถึงขั้นก่ออาชญากรรมร้ายแรง อย่างการค้ายาเสพติด เล่นการพนัน พยายามฆ่า และการฆาตกรรม โดยที่เหยื่อไม่มีที่พึ่งและครูก็ทำได้เพียงยืนมองด้วยความหวาดกลัว เพราะหลายเคสคนเป็นเหยื่อก็คือครู ซึ่งมีคดีตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน คือเด็กนักเรียนใช้กรรไกรแทงครูจนเสียชีวิต เป็นที่มาให้รัฐบาลผ่านร่างกฎหมายฉบับใหม่ พร้อมก่อตั้ง “สำนักคุ้มครองสิทธิครู” ขึ้นมา และส่งแก๊งผู้ตรวจการเข้าไปช่วยกอบกู้สถานการณ์ในแต่ละโรงเรียน ด้วยหลักสูตรดาร์กจัด ๆ ที่หาไม่ได้ในตำราเรียน

สำหรับสำนักงานคุ้มครองสิทธิครูนี้ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ชเวคังซอก” นั่งเป็นหัวเรือใหญ่ เขาคือคนที่ผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองครูและจัดตั้งสำนักงานนี้ขึ้นมา เขาเป็นคนฉลาดแกมโกงและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไม่เพียงเท่านั้น เขายังรู้จักใช้อำนาจและบารมีที่มีในมือให้เป็นประโยชน์สูงสุด จะว่าใช้ในทางที่ถูกมันก็ใช่ ล้ำเส้นไปหน่อยก็ใช่อีก แต่ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ เขาคือคนที่คอยรับหน้าความเสี่ยงทางกฎหมายและฟาดฟันกับพวกที่ไม่เห็นด้วยชนิดที่ต้องล่าถอยอย่างไม่มีทางสู้ ที่สำคัญ เขายังมีความสัมพันธ์บางอย่างกับหัวหน้าผู้ตรวจการ และวาระซ่อนเร้นในการผลักดันเรื่องนี้ขึ้นมา

ภาพจาก IG: netflixkr

ต่อมาคือแก๊งผู้ตรวจการสามหน่อ นำทีมโดย “นาฮวาจิน” อดีตหน่วยรบพิเศษผู้มีอดีตลึกลับและมีความสามารถในการต่อสู้ระดับพระกาฬ เขาถูกส่งเข้าไปจัดการกับเหตุการณ์ความไม่สงบในรั้วโรงเรียนเสมอ เขามีบุคลิกที่โดดเด่นอย่างการเป็นชายหนุ่มผู้สวมสูทสีดำสนิท แต่รอบตัวเต็มไปด้วยบรรยากาศชิล ๆ ไม่กลัวใครและก็ไม่มีใครกลัว (ในตอนแรก) ด้วยความที่มีมาดกวนโอ๊ย มีรอยยิ้มเย้ยหยันอยู่บนใบหน้าได้ทุกสถานการณ์ มีจิตใจหลายมิติและมันสมองที่เฉียบคม เขามักจะจัดการกับเรื่องต่าง ๆ ในโรงเรียนด้วยวิธีการเฉพาะตัว ซึ่งก็ไม่ใช่การเดินเข้าไปเทศนาแบบครูทั่วไปที่แตะต้องเด็กไม่ได้ แต่คือการใช้ฝ่ามือ กำปั้น หรืออะไรก็ตามที่มันต้องออกแรงปะทะ จากนั้นค่อยสั่งสอนด้วยจิตวิทยาเมื่อสถานการณ์ควบคุมได้ เขามุ่งมั่นที่จะปกป้องความยุติธรรมและสันติภาพให้กับทุกคนและทุกฝ่าย

นอกจากนี้ก็คือทีมงานที่แข็งแกร่ง อย่างผู้ตรวจการสาวหนึ่งเดียวของแก๊ง “อิมฮันริม” อดีตหน่วยรบพิเศษหญิงที่มีฝีมือการเตะต่อยไม่แพ้ผู้ชาย มีทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่ยอดเยี่ยม เป็นคนใจร้อน ขี้โวยวาย คอยดูแลภารกิจในส่วนของนักเรียนหญิงและเคสที่เน้นการต่อยตีแบบไม่ค่อยใช้สติ 555 เธอคือคนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะกวาดล้างความอยุติธรรมในโรงเรียนให้หมดไป เพราะในอดีตเธอเองก็เคยเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งในโรงเรียนเหมือนกัน และผู้ตรวจการ “บงกึนแด” หนุ่มมาดโอตาคุ ผู้เป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ หน้าที่หลักคือใช้ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีดิจิทัลในการสืบสวนคดีทางไซเบอร์ เขาภาคภูมิใจในเรื่องที่ตนเองสำเร็จการศึกษาจากสถาบันชั้นนำด้านเทคโนโลยีในเวลาเพียง 2 ปี ส่วนหน้าที่รองคือคอยปลอมตัวเข้าไปสืบข้อมูลเชิงลึกในกลุ่มเด็กนักเรียน

ซีรีส์ความยาว 10 ตอน จะดำเนินเรื่องแบบเป็นเคส ๆ โรงเรียนไหนที่มีปัญหา เหล่าผู้ตรวจการก็จะไปเยือน และจัดการทุกอย่างให้จบไปเป็นตอน ๆ ยกเว้น 2 ตอนสุดท้าย โดยแต่ละเคสจะหยิบยกประเด็นความฟอนเฟะในระบบโรงเรียนมานำเสนอ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาที่น่ากลัวเกินกว่าการเป็นเด็กนักเรียนมัธยมทั่วไปค่อนข้างมาก ทว่าความน่าสนใจก็คือ เคสเหล่านี้สามารถพบเห็นได้ในชีวิตจริง มันจึงไม่ได้นำเสนอปัญหาเกินจริงเลย นั่นจึงทำให้บทบาทและหน้าที่ของ “สำนักคุ้มครองสิทธิครู” ต้องทำงานในรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานความเป็นศาลเตี้ยที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้การปฏิรูปการศึกษา พวกเขาจึงทำงานค่อนข้างเป็นอิสระในแง่มุมของการใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชน ทว่าคำถามก็คือ พวกเขาจะจัดการคนเหล่านี้อย่างไร ถ้าทำตัวเป็นพระเจ้าหรือนางฟ้าผู้พิทักษ์เข้าไปสั่งสอน?

ถ้าผู้ใหญ่กลัวเด็กเมื่อไร เมื่อนั้นโลกคงถึงจุดจบแล้วครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ใหญ่ที่เป็นคุณครูด้วย

อาจจะพูดได้ว่านี่แหละคือแก่นหลักของซีรีส์ Teach You a Lesson เพราะซีรีส์เรื่องนี้มันดำเนินเรื่องบนพื้นฐานที่ว่าระบบในโรงเรียนพังหมด ก็เพราะเด็กและเยาวชนที่มีโล่เป็นเกราะป้องกันภัยต่าง ๆ บนโลกที่ตนเองยังไม่ประสีประสาและควรได้รับความคุ้มครองจากผู้ใหญ่ ดันเลือกที่จะหยิบเอาโล่นั้นมาใช้งานผิดวัตถุประสงค์ ด้วยการเปลี่ยนมันเป็นอาวุธเพื่อโจมตีผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในระบบโรงเรียน เมื่อสิทธิและอำนาจของครูในฐานะ “ผู้สอน” ถูกลิดรอน ด้วยกฎหมายที่คุ้มครองเด็กและเยาวชน แน่นอนว่ากฎหมายนี้ควรมี เพราะท้ายที่สุดก็ไม่ใช่ครูทุกคนที่ถูกเรียกว่าครูแล้วจะเป็นครู (ดังเช่นในอีพีที่ 4) ครูที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับเป็นครู หรือเป็นปีศาจในร่างของแม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ของชาติมีเยอะแยะมากและพบเห็นตามหน้าข่าวทั่วไป กฎหมายนี้จึงต้องมี แต่นั่นมันก็อีกเรื่องหนึ่งไง

ภาพจาก IG: netflixkr

เพราะประเด็นที่ซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอก็คือ ในมุมของครูที่เป็นผู้บริสุทธิ์! การที่พวกเด็กเปรตทั้งหลายหรือผู้ใหญ่เปรตบางคน อาศัยช่องโหว่ที่มันไม่มีขอบเขตหรือกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าครูทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนในฐานะผู้สอน ผู้ที่ขัดเกลาเด็กสักคนให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดี ในกรณีที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน เส้นแบ่งมันอยู่ตรงไหนที่ว่าสิ่งนี้ครูทำได้ในกรณีนั้นนี้และทำไม่ได้ในกรณีนั้นนี้ หรืออะไรคือสมควรแก่เหตุและเกินกว่าเหตุ เชื่อไหมว่ากฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชน บางครั้งมันถูกตีความว่าครูไม่สามารถที่จะอบรมสั่งสอน ตักเตือน หรือดุด่าเด็กได้เลย เพาะเดี๋ยวจะมีผลกระทบต่อจิตใจ เดี๋ยวจะนั่น เดี๋ยวจะนี่ คำพูดว่ากล่าวปกติอาจกลายเป็นคำพูดรุนแรงต่อจิตใจบอบบางไปซะงั้น หรือการลงโทษที่ควรทำได้ในหลายกรณี ไม่ว่าจะตีหรือด้วยอะไรก็ตาม ก็ถูกตีความเป็นการทำร้ายร่างกายและจิตใจ

นี่แหละ ขอบเขตมันไม่ชัดเจน ก็เลยไม่แปลกใจที่แก่นของซีรีส์เรื่องนี้คือ “ครูกลัวเด็ก” เพราะในเมื่อทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง ตีก็เท่ากับทารุณกรรม ตักเตือนก็เท่ากับทำร้ายจิตใจ ไม่ทำก็ละเลยหน้าที่ครู ครูสามารถถูกเด็กหรือผู้ปกครองฟ้องได้ง่าย ๆ ด้วยเหตุผลแค่นั้นแหละ มันมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็จริง แต่กับครูดี ๆ ที่เขาไม่ได้ทำแต่ถูกใส่ความ หรือทำด้วยเงื่อนไขที่เด็กทำผิดและสมควรถูกลงโทษ เขาอาจจะไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ ทว่าถูกเล่นใหญ่ใส่ความเพิ่มล่ะ มันมองไม่เห็นจริง ๆ นะ เส้นเกินกว่าเหตุน่ะ เขาสูญเสียอะไรไปบ้างในกระบวนการตรวจสอบ ถ้าครูเป็นฝ่ายถูก แค่พูดว่าขอโทษก็จบเหรอ เฮ้ย! ง่ายไปปะ?

ภาพจาก IG: netflixkr

แล้วดูเด็กในซีรีส์สิ บางเคสมันมีความคลุมเครือสูงมากเลยนะ มีพื้นที่ของการถกเถียงกันด้วยตรรกะและหลักฐานก่อนตัดสินเยอะมาก แต่คนสมัยนี้รับสารจากฝั่งไหนก่อนก็พร้อมที่จะเชื่อฝั่งนั้นไปในทันที แล้วพออีกฝ่ายออกมาปกป้องตัวเอง ถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่พอจะฟังขึ้น มันก็มีเหตุคดีพลิกอยู่บ่อย ๆ แต่บางทีก็ถูกมองว่าร้อนตัวจนต้องออกมาแก้ตัวหรือออกมาเปิด war กับอีกฝั่งด้วยซ้ำไป ก็มันเป็นกันซะแบบนี้ไง ครูในซีรีส์ถึงแสดงให้เราเห็นว่าต่อให้เด็กมันมาจากนรกขนาดไหนพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่กล้าตักเตือน ไม่กล้าขัดเกลา ไม่กล้าลงโทษ เพราะกลัวเด็กมันพลิกเกม เรียกทัวร์มาลง กลัวสังคมประณาม กลัวถูกคุกคาม เลยเลือกที่จะเงียบ เพิกเฉย ไม่ทำหน้าที่ครูเพื่อความปลอดภัย ครูก็รักตัวกลัวตายแหละ ทีนี้มันก็กระทบกันหมด คนทำผิดแต่ไม่ถูกลงโทษก็ได้ใจ ทำต่อไป เดือดร้อนกันไปหมด

“สำนักคุ้มครองสิทธิครู” ในซีรีส์ จึงทำหน้าที่เรียกคืนสมดุลให้กับอำนาจครูที่ถูกลิดรอนไปจนทำอะไรไม่ได้ และลงโทษในฐานะผู้ใหญ่ที่ต้องอบรมสั่งสอนให้เด็กมันรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดโดยไม่มีหัวโขนครู การมีกฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชน คือการให้ครูตระหนักว่าเด็กก็มีศักดิ์ศรี มีสิทธิ และอาจได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสม แต่คำถามคือ ถ้าเจอเด็กเปรตกับผู้ใหญ่เปรตแบบในซีรีส์ ที่ต่อให้ครูใช้อำนาจเพื่อชี้แนะแนวทางและทำให้ทุกอย่างถูกต้อง แต่ยังโดนใส่ร้ายเกินจริงด้วยการแจ้งความ หรือโพสต์ประจานเรียกทัวร์ มันก็น่าคิดนะว่าเรากำลังอยู่ในสังคมที่เด็กพูดอะไรก็ถูกเสมอหรือเปล่า ซึ่งส่วนตัวก็ยังเชื่อว่าในบางกรณี ย้ำว่าบางกรณี! สำนวนที่ว่ารักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี มันใช้ได้จริง ไม้เรียวใช้สร้างคนให้เป็นผู้เป็นคนมานักต่อนักแล้ว เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีสามัญสำนึก

ในกฎหมายอาจมีการปกป้องเด็กผู้กระทำผิด แต่ในการศึกษาจะไม่มีการปกป้องเด็กเหล่านั้น

อีกแก่นของซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งต่อเนื่อง ไม่สิ! มันเป็นประเด็นเดียวกันกับเรื่องครูกลัวเด็กนั่นแหละ มันเป็นเหตุเป็นผลกัน ก็คือการมองในแง่ของกฎหมาย สาเหตุสำคัญที่ทำให้ครูกลัวเด็ก การต่อสู้ในมิติของกฎหมาย ต่อให้ผิดจริงหรือไม่ผิดก็ตาม แต่ถ้าถูกตัดสินว่าผิด ผลลัพธ์มันคือการสูญเสียอิสรภาพ สูญเสียความน่าเชื่อถือ สูญเสียหน้าที่การงาน และชีวิตพังทลาย (นี่ยังไม่นับการต่อสู้ในมิติของบทลงโทษทางสังคมนะ) รวมถึงในทางกฎหมาย ที่มักจะมีการปกป้อง “เด็กและเยาวชน” ผู้กระทำผิด ต่อให้ฆ่าคนตายในฐานะเยาวชน การถูกลงโทษก็ไม่ได้หนักหนาอะไร ถ้าได้ทนายเก่ง ๆ หรือบ้านมีตังค์สักหน่อยนะ ไม่ผิดแบบนอนมาเลยล่ะ!

เพราะในแง่ของ “กฎหมาย” หน้าที่หลักของมันคือการรักษาความสงบเรียบร้อยและการบังคับใช้กติกา ซึ่งบางครั้งกฎหมายก็จำเป็นต้องกำหนดกรอบในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด เช่น การลดหย่อนโทษ หรือการไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากถูกมองในแง่ของวัยวุฒิที่ยังน้อย ความคิดความอ่านไร้ (ร้าย) เดียงสา ไม่รู้อะไรผิดอะไรถูก หรือความไม่พร้อมที่จะต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ถูกกักกัน และการให้โอกาสกลับตัว ซึ่งในบางครั้งมันก็มากเกินไปสำหรับเด็กบางคน คนที่ทำโดยเจตนาเพื่อความสนุกสนานคึกคะนอง หรือคนที่ไม่เคยมีความรู้สึกสำนึกผิดหรือหวาดกลัวการถูกลงโทษ

ภาพจาก IG: netflixkr

แต่สำหรับ “พื้นที่ของการศึกษา” กติกาและหน้าที่อาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อันนี้พูดตามบริบทในซีรีส์นะ คือการที่พื้นที่ของการศึกษาที่แท้จริง ไม่ใช่การปกป้องเด็กจากความผิดพลาด หรือการช่วยปิดบังความจริงเพื่อไม่ให้เด็กต้องรับผลกระทบ ในทางตรงกันข้าม การศึกษาคือการทำให้เห็นว่า ทุกการกระทำมีผลลัพธ์ที่ต้องจ่ายไม่ว่าใครก็ตาม ลองคิดตามดู หากเด็กทำผิดแล้วโรงเรียนหรือครูเลือกที่จะปกป้อง ไม่ว่าจะด้วยความหวังดี พ่อแม่เด็กมีเงินมีอิทธิพล หรือแค่ห่วงชื่อเสียงของสถาบันก็ตาม การปกปิด ไกล่เกลี่ยให้จบ ๆ ไป หรือไม่ยอมลงโทษตามกฎเกณฑ์ที่สมควรต้องได้รับอย่างเท่าเทียมกันทุกคนที่ทำผิด นั่นไม่ใช่การเมตตา แต่มันคือการส่งเสริมให้เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้ความรับผิดชอบต่างหาก

ไม่เพียงเท่านั้น หากเราบอกว่าการศึกษาจะไม่ปกป้องเด็กผู้กระทำผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าการศึกษาจะขับไล่ไสส่งหรือทำลายอนาคตของเด็กคนนั้นแบบเอาสนุก เอาสะใจ ทำไปเพื่อความแก้แค้น เย่! แต่มันคือการลงโทษเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ว่าสิ่งที่ทำมันผิด และถ้าทำผิดต้องถูกลงโทษ ครูที่แท้จริงจะต้องเผชิญหน้ากับความผิดของเด็กอย่างตรงไปตรงมา (ถ้าไม่โดนเด็กมันเอากรรไกรแทงตายซะก่อนนะ) นำความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียน สอนให้รู้จักรับผิดชอบต่อเหยื่อและความผิดนั้น และฝึกฝนให้เด็กควบคุมตนเองให้ได้ในอนาคตว่าจะต้องไม่ทำผิดซ้ำ ซึ่งแนวความคิดจะแตกต่างจากการลงโทษตามกฎหมายเล็กน้อย ที่ลงโทษให้รู้ว่าผิดและจะได้ไม่ทำอีก เพื่อความยุติธรรม และการบังคับใช้

และเรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือ หน้าที่ของครูคือปกป้องความถูกต้อง ไม่ใช่ปกป้องตัวบุคคล คนเป็นครูจะต้องแยกแยะให้ได้ระหว่างความรักความเมตตาที่มีต่อศิษย์ กับความถูกต้องของสังคม ออกจากกันอย่างชัดเจน ครูจำนวนหนึ่งสั่งสอนหรือลงโทษด้วยความรัก ความหวังดี และอยากให้โอกาสเด็กคนนั้นเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีของโลกใบนี้ ไม่แย่งออกซิเจนคนอื่น แต่ครูจะต้องไม่ยอมรับ ไม่ปกป้อง และไม่แก้ตัวให้กับพฤติกรรมที่ผิดทำนองคลองธรรมเด็ดขาด เพราะถ้าครูเลือกปกป้องเด็กที่ทำผิด มันเท่ากับว่าครูกำลังทำร้ายเด็กคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษาไปพร้อมกันด้วย

ภาพจาก IG: netflixkr

ถ้าโรงเรียนหรือครู เปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้ปกป้องเด็กที่ทำผิดศีลธรรมหรือกฎหมาย เพียงเพราะกลัวเสียชื่อเสียงของสถาบัน กลัวความวุ่นวาย หรือกลัวอะไรก็ตาม พื้นที่การเรียนรู้ก็จะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะอาชญากรในวันข้างหน้าก็ได้ กฎหมายอาจละเว้นโทษให้เพราะเห็นแก่ความเป็นเด็ก แต่การศึกษาต้องไม่ละเว้นบทเรียนเด็ดขาด!

ง่าย ๆ ก็คือ ซีรีส์มี 10 ตอน ใช้เวลาดูรวม ๆ ประมาณ 10 ชั่วโมงกว่า จะบอกว่ามันดูแล้วชวนติดพันมากอย่างที่ชาวเน็ตหลายคนบอกนั่นแหละ ตัวละครเก่ง ฉลาด และมีคาแรกเตอร์โดดเด่น เล่าเรื่องราวไม่มีอ่อมสักตอน แถมแต่ละเคสก็ปิดจบได้สะใจดี ถึงตอนนี้จะดูจบไปแค่ 7 ตอน แต่เดี๋ยวว่างแล้วเปิดดูต่อ

แม้ว่าแต่ละคดีจะจบในตอนเดียว ทว่ามันก็มีปมใหญ่เกี่ยวกับเบื้องหลังของตัวละครหลักอย่าง นาฮวาจิน และรัฐมนตรี ชเวคังซอก อยู่ เท่าที่เปิดดูผ่าน ๆ เร็ว ๆ เพื่อสปอยล์ตัวเองล่วงหน้า เหมือนประเด็นนี้จะถูกเล่าเพื่อปิดจบเรื่องใน 2 ตอนสุดท้าย คือเกี่ยวกับนักเรียนวายร้ายคนหนึ่งที่น่าจะเป็นลาสบอสของเส้นเรื่องใหญ่และเกี่ยวกับบางเคสย่อย ๆ ด้วย ล่าสุดก็เลยยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้จบยังไง แต่คิดว่าน่าจะจบดีแหละ และน่าจะจบแบบพร้อมหยิบมาทำต่อด้วยถ้าปังเกินความคาดหมาย ด้วยความที่ Netflix ตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็น Limited Series ที่จบในตัวสมบูรณ์จำนวน 10 ตอน ถึงอย่างนั้นก็เห็นชาวเน็ตเปรย ๆ ว่ามันจบแบบทิ้งปมไว้ บ้างก็ว่าจบปลายเปิดเพื่อเอาเท่ แต่ไม่ว่าจะทำต่อหรือไม่ ก็ยังอยากยกให้ Teach You a Lesson เป็นซีรีส์ที่ดีอีกเรื่องหนึ่งของ Netflix เลย 👊