
หากพูดถึง “ประกันสังคม” มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายย่อมคุ้นเคยกันดี เพราะบริษัทที่ทำงานอยู่จะนำส่งเงินประกันสังคมที่หักจากเงินเดือนพนักงานไปยื่นต่อสำนักงานประกันสังคม พร้อมทั้งจ่ายสมทบเพิ่มให้กับพนักงานด้วย
ถ้าใครมีฐานเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท บริษัทจะหักจากเงินเดือนพนักงาน 5 เปอร์เซ็นต์ และจ่ายสมทบให้ในจำนวนเท่ากัน แต่หากพนักงานมีฐานเงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป จะถูกหักเงินสมทบ 750 บาทเท่ากัน เพราะเป็นการคำนวณจากฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทนั่นเอง
แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงนี้ ทางสำนักงานประกันสังคมจึงมีมาตรการเยียวยา ด้วยการลดหย่อนอัตราการส่งเงินสมทบสำหรับลูกจ้างเหลือร้อยละ 1 เป็นเวลา 3 เดือน
ทั้งนี้ เงินที่ถูกหักไปเข้ากองทุนเงินประกันสังคมสำหรับมนุษย์เงินเดือน (ผู้ประกันตนตามมาตรา 33) นั้น นอกจากจะได้รับสิทธิต่าง ๆ ในกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยอันมิใช่จากการทำงาน, คลอดบุตร, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต, สงเคราะห์บุตร และว่างงานแล้ว หลายคนยังไม่ทราบว่าหลังจากสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน จะมีสิทธิ์ได้รับเงินในกรณีชราภาพเมื่อมีอายุ 55 ปีด้วย
โดยผู้ที่จ่ายเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือนหรือ 15 ปี จะได้รับเป็นบำเหน็จ หรือเงินก้อนงวดเดียว แต่ถ้าใครจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญ หรือเงินเดือนไปจนกระทั่งเสียชีวิต
แต่หากใครมีความจำเป็นต้องออกจากงาน จะด้วยเหตุผลที่ถูกเลิกจ้าง ลาออกเอง หรือต้องการไปประกอบอาชีพอิสระ ก็คงต้องคิดหนักกันพอสมควรว่าควรจะหยุดส่งประกันสังคม หรือจะเปลี่ยนไปเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 39 และจ่ายเงินสมทบต่อในอัตรา 432 บาทต่อเดือนกันดี
กรณีเช่นนี้ หากคาดหวังว่าจะรับเงินชราภาพแบบเงินบำนาญ ซึ่งได้เงินเดือนไปจนกระทั่งเสียชีวิต ก็คงต้องพิจารณาว่ารับกับเงื่อนไขที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดไว้ได้หรือไม่ เพราะเงินบำนาญที่จ่ายให้ผู้ประกันตนนั้น จะคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายหรือ 5 ปีสุดท้าย
หากเป็นพนักงานประจำ (ผู้ประกันตนตามมาตรา 33) จะให้ใช้ฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท แต่ถ้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะคิดจากฐานเงินเดือน 4,800 บาท ซึ่งถือว่าต่างกันค่อนข้างมาก
ดังนั้น การที่ออกจากงานแล้วตัดสินใจส่งเงินประกันสังคมต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงอายุ 55 ปี โดยเปลี่ยนมาเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ก็จะทำให้ได้รับเงินบำนาญจากฐานเงินเดือน 4,800 บาทแทนที่จะได้รับเงินจากฐานเงินเดือน 15,000 บาท
เพราะฉะนั้น ถ้าตัดสินใจจะเลือกรับเงินบำนาญชราภาพที่มากกว่า ก็ต้องเลือกหยุดส่งประกันสังคมหลังออกจากงานประจำ และรอรับเงินเมื่ออายุครบ 55 ปี ซึ่งหมายความว่าต้องออกจากการเป็นสมาชิกประกันสังคมไปด้วย ซึ่งจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เคยได้รับ เช่น การรักษาพยาบาลฟรีในโรงพยาบาลประกันสังคมที่เลือกไว้
แต่ถ้ายังต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในฐานะผู้ประกันตน ทั้งกรณีเจ็บป่วย, ทุพพลภาพ, คลอดบุตร, สงเคราะห์บุตร หรือกรณีเสียชีวิต ก็ควรจะเลือกส่งประกันต่อตามมาตรา 39 เพราะครอบคลุมกรณีที่ว่ามานี้ทั้งหมด การตัดสินใจว่าจะเลือกทางใดจึงต้องขึ้นอยู่ดุลยพินิจของแต่ละบุคคลว่าต้องการหลักประกันแบบใดมากกว่ากัน!






























