เปิดประวัติ “สนามหลวง” โบราณสถานที่หลายคนไม่เคยรู้

หากพูดถึงสถานที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร เชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องนึกถึง “ท้องสนามหลวง” ด้วยอย่างแน่นอน ภาพจำที่ทำให้หลายคนคุ้นเคยกับสนามหลวงนั่นก็คือ ต้นมะขามที่ปลูกอยู่โดยรอบ และเป็นที่รู้กันดีว่าท้องสนามหลวงเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบกิจกรรมสำคัญ ๆ ของทางราชการ และงานพระราชพิธีของสำนักพระราชวัง

ไม่เพียงเท่านั้น ท้องสนามหลวง ยังถูกใช้เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง แหล่งชุมนุมหาเสียง ชุมนุมการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่อดีต ซึ่งนับย้อนไปได้กว่า 50 ปีเลยทีเดียว และครั้งล่าสุดก็เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงเป็นพื้นที่สำหรับการเมืองอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ได้ทำให้หลายคนถึงกับเปิดโลก เพราะได้รู้ในเรื่องที่อาจไม่เคยรู้มาก่อน นั่นก็คือ “ท้องสนามหลวง เป็นโบราณสถาน”

ประวัติท้องสนามหลวง

ท้องสนามหลวง อยู่คู่กับเกาะรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงย้ายราชธานีจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (ฝั่งธนบุรี) มายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา (ฝั่งพระนคร) ซึ่งก็คือกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน สนามหลวงมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 74 ไร่ 63 ตารางวา ตั้งอยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) กับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ของของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โรงละครแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี สนามหลวงใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น การสร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ในรัชกาลก่อน และพระบรมวงศานุวงศ์ คนทั่วไปจึงเรียกพื้นที่โล่งกว้างบริเวณนี้ว่า “ทุ่งพระเมรุ” ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 พื้นที่สนามหลวงใช้สำหรับทำนาหลวง แต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้ราษฎรเรียกทุ่งพระเมรุว่า “ท้องสนามหลวง” ด้วยเหตุที่ชื่อที่เรียกกันนั้นไม่เป็นมงคล

ในสมัยรัชกาลที่ 5 สนามหลวงใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีพืชมงคล พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ และประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การฉลองพระนครครบ 100 ปี สมัยรัชกาลที่ 6 ยังใช้สนามหลวงเป็นสถานที่แข่งม้า และสนามกอล์ฟ

ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 9 ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากสนามหลวงเวลาที่มีงานมหรสพ เล่นว่าว และที่พักผ่อนหย่อนใจ นอกจากนี้ยังมีการใช้พื้นที่สนามหลวงเป็นตลาดนัดด้วย แต่สมัยที่พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี สนามหลวงใช้เป็นสถานที่จัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้มอบที่ดินย่านพหลโยธินบริเวณสวนจตุจักรด้านใต้แก่กรุงเทพมหานครเพื่อใช้ในกิจการสาธารณะประโยชน์ กรุงเทพมหานครจึงปรับพื้นที่เพื่อให้ผู้ค้าจากสนามหลวงมาอยู่ที่ “ตลาดนัดสวนจตุจักร” ในปี 2525

ในปี 2553 กรุงเทพมหานครปรับปรุงภูมิทัศน์ของสนามหลวงที่เคยเสื่อมโทรมให้ดีขึ้น ตั้งแต่นั้นก็ไม่อนุญาตให้ใช้สนามหลวงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ เหมือนในอดีต สงวนไว้สำหรับประกอบพระราชพิธี งานรัฐพิธี งานประเพณีสำคัญของชาติโดยหน่วยงานของรัฐ และการจัดการแข่งขันกีฬาไทยประจำปีเท่านั้น แต่อนุญาตให้ประชาชนใช้พื้นที่เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และสันทนาการตามปกติ ระหว่างเวลา 05.00-22.00 น. โดยห้ามนำสินค้าเข้าไปจำหน่าย จอดรถหรืออาศัยเป็นที่หลับนอน และประชาชนยังใช้ถนนเส้นกลาง ซึ่งเชื่อมระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สัญจรผ่านไปยังศาลฎีกาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

การขึ้นทะเบียนสนามหลวงเป็นโบราณสถาน

ความหมายของ “โบราณสถาน” ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ได้ให้ความหมายไว้ในมาตรา 4 ว่า “อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้างหรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ในทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย”

การขึ้นทะเบียนโบราณสถานนั้น เป็นกฎหมายที่ใช้คุ้มครองควบคุมดูแลรักษาโบราณสถาน ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

ซึ่งกรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสนามหลวงเป็น “โบราณสถานทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง)” แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร เป็นโบราณสถานระดับชาติ ประเภทสวนสาธารณะ ในวันที่ 24 ตุลาคม 2520 ในสมัยที่นายเดโช สวนานนท์ เป็นอธิบดีกรมศิลปากร ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เล่ม 94 ตอน 126 ในวันที่ 13 ธันวาคม 2520 ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 นั่นเท่ากับว่า “สนามหลวงขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของไทยมาตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2520” นั่นเอง

นอกจากท้องสนามหลวงแล้ว ตามรายงานการศึกษาโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนในกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ.2554 จัดทำโดยกองนโยบายและแผนงาน สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร พบว่า จำนวนโบราณสถานที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ในกรุงเทพมหานครมีทั้งสิ้น 535 แห่ง ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 191 แห่ง ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน 344 แห่ง

การรุกล้ำ “สนามหลวง” เป็นสิ่งผิดกฎหมาย

เนื่องจากการขึ้นทะเบียนสนามหลวงเป็นโบราณสถานนั้น “เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถานให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ” มีผลให้สนามหลวงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนี้

  • ต้องมีการควบคุมการปลูกสร้างอาคารในเขตโบราณสถาน หากไม่มีการควบคุมปล่อยให้ปลูกสร้างกันได้อย่างเสรี ย่อมทำให้สภาพภูมิทัศน์ของโบราณสถานเสียไป เกิด “ทัศนอุจาด” ในแง่ของกฎหมายสิ่งแวดล้อมฯ
  • เจ้าของหรือผู้ครอบครองโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วต้องแจ้งการชำรุด หักพัง หรือเสียหาย ไม่ว่าด้วยประการใดเป็นหนังสือไปยังอธิบดีกรมศิลปากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โบราณสถานนั้นชำรุด หักพังหรือเสียหาย หากไม่แจ้งมีโทษตามมาตรา 34 ซึ่งกำหนดให้จําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
  • เจ้าของหรือผู้ครอบครองโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วต้องยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด ๆ ซึ่งได้รับคำสั่งจากอธิบดีกรมศิลปากรเข้าทำการซ่อมแซม หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อเป็นการบูรณะหรือรักษาไว้ให้โบราณสถานคงสภาพเดิม ในกรณีที่มีการขัดขวางการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ผู้ขัดขวางจะมีโทษฐานขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากใช้กําลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
    ผู้กระทำต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินแปดพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
  • หากมีการโอนโบราณสถานให้บุคคลอื่น เจ้าของหรือ ผู้ครอบครองซึ่งเป็นผู้โอนมีหน้าที่ต้องแจ้งการโอนเป็นหนังสือต่ออธิบดีกรมศิลปากรภายใน 30 วัน นับแต่วันโอน โดยหนังสือต้องระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้รับโอน และวันเดือนปีที่โอนด้วย
  • เจ้าของโบราณสถานที่ได้กรรมสิทธิ์มาโดยทางมรดกหรือโดยพินัยกรรม มีหน้าที่ต้องแจ้งการได้รับกรรมสิทธิ์ต่ออธิบดีกรมศิลปากรภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรรมสิทธิ์ หากมีผู้ได้รับกรรมสิทธิ์โบราณสถานเดียวกันหลายคน ให้มอบหมายให้ผู้มีกรรมสิทธิ์รวมคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แจ้งการรับกรรมสิทธิ์แทน ผู้มีกรรมสิทธิ์รวมทุกคนได้
  • หากเจ้าของหรือผู้ครอบครองโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว จัดให้มีการเรียกเก็บค่าเข้าชมหรือค่าบริการอื่นเป็นปกติธุระ หรือจัดเก็บผลประโยชน์ใด ๆ ที่เกิดจากโบราณสถานดังกล่าว เจ้าของหรือผู้ครอบครองโบราณสถานนั้นต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่อธิบดีกรมศิลปากรกำหนด
  • อัตราโทษของการบุกรุก ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้เสียประโยชน์ ซึ่งโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว มีอัตราโทษที่หนักกว่า การบุกรุก ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้เสียประโยชน์ ซึ่งโบราณสถานที่ไม่ขึ้นทะเบียน
  • ในการเปิดให้ผู้อื่นเข้าชมโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว เพื่อประโยชน์ในการรักษาสภาพ ความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของโบราณสถาน ผู้เข้าชมโบราณสถานต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ดังนี้
    (1) ไม่เคลื่อนย้ายสิ่งต่าง ๆ ภายในโบราณสถาน
    (2) ไม่ขีด เขียน หรือทำให้ปรากฏด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใด ๆ ลงบนโบราณสถาน
    (3) ไม่นำอาวุธ วัตถุระเบิด วัตถุเชื้อเพลิง หรือสารเคมี อันจะก่อให้เกิดอันตรายเข้าไปในโบราณสถาน
    (4) ไม่ปีนป่ายโบราณสถาน หรือไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดความชำรุดเสียหาย หรือก่อให้เกิดความสกปรก และไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยแก่โบราณสถาน
    (5) ไม่เทหรือถ่ายทิ้งขยะมูลฝอย หรือสิ่งปฏิกูลลง ณ ที่ใด ๆ ภายในโบราณสถาน นอกจากที่ซึ่งจัดไว้
    (6) ไม่กระทำการใด ๆ ภายในโบราณสถาน อันเป็นที่น่ารังเกียจ หรือเป็นที่เสื่อมเสียต่อศีลธรรมอันดี หรือลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาและวัฒนธรรม หรือก่อความรำคาญแก่ผู้เข้าชมอื่น ๆ

ซึ่งนอกจากพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายหลักในการคุ้มครองโบราณสถานแล้ว ยังมีพระราชบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้องกับโบราณสถานด้วย คือ

  • พระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522
  • พระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544
  • พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522

ที่จึงเป็นเหตุผลว่า การชุมนุมทางการเมืองในครั้งล่าสุด (19 ก.ย. 2563) ผิดกฎหมาย มาตรา 32 ของพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2535 (ฉบับที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม) ระบุว่าผู้ใดบุกรุกโบราณสถาน หรือทําให้เสียหาย ทําลาย ทําให้เสื่อมค่า หรือทําให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เนื่องจากเป็นการบุกรุก และการทำลายโบราณสถาน เพราะมีการฝังหมุดคณะราษฎรโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย

ข้อมูลจาก กองนโยบายและแผนงาน สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ศิลปวัฒนธรรม