นอนใจไม่ได้! แม้คาด COVID-19 ยุติได้ใน 2 ปี

สถานการณ์ของ COVID-19 ทั่วโลกในเวลานี้ ถือว่ายังนิ่งนอนใจไม่ได้ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดรอบ 2 เกิดขึ้นในหลายประเทศ จนทำให้เกิดคำถามตามมาว่าแล้วจะมีโอกาสได้เห็นโรคนี้หมดไปจากโลกหรือไม่

ข้อสงสัยดังกล่าว Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ความกระจ่างว่า เมื่อครั้งที่โรคไข้หวัดใหญ่สเปน ( Spanish flu of 1918) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาชนิด A (H1N1) ระบาดเมื่อกว่า 100 ปีก่อน และคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 50 ล้านรายทั่วโลกนั้น ต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีเลยทีเดียวกว่าโรคนี้จะไม่มีการระบาด

คาด COVID-19 ยุติไม่เกิน 2 ปี

ส่วนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) นับจากที่พบการติดเชื้อครั้งแรกเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมแล้วกว่า 29.2 ล้านคน และเสียชีวิตมากกว่า 9 แสนคน

ทั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นในปัจจุบัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าการยุติการแพร่ระบาดของ COVID-19 น่าจะใช้เวลาที่สั้นกว่า แม้ว่าเป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายและการติดต่อกันได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเทคโนโลยีที่จะหยุดมันได้ และทางการแพทย์ก็ทราบวิธีการที่จะหยุดการแพร่ระบาดโรคดังกล่าวได้

ขณะที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็คาดการณ์เช่นกันว่าต้องใช้เวลายาวนานร่วม 2 ปีกว่าโรคจะสงบ เพราะเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง และไปสัมผัสตา จมูก และปาก จึงไม่มีทางที่จะทำให้ตัวเลขของการระบาดลดเหลือศูนย์ได้ทั้งโลก แต่สามารถควบคุมการแพร่กระจายไม่ให้เป็นวงกว้างได้

โดยการระบาดของโรคต่าง ๆ ในอดีตนั้น หากนับเฉพาะโรคที่มีการระบาดอยู่ในช่วงระหว่าง 1-5 ปี พบว่าระยะเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 ปี ดังนั้น ความหวังในการยุติการแพร่ระบาดจึงต้องอยู่ที่ความร่วมมือและร่วมใจกันของทุกภาคฝ่าย เพราะ COVID-19 สามารถแพร่กระจายได้ตั้งแต่ผู้ป่วยยังไม่แสดงอาการใด ๆ แสดงออกมา ทำให้ความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงมากถ้ามีการสัมผัสกับผู้อื่น

นอกจากจะมีผู้ติดเชื้อแต่ยังไม่แสดงอาการแล้ว ก็ยังมีบางคนที่ติดเชื้อแล้วและไม่แสดงอาการออกมาด้วย ขณะที่กลุ่มที่ติดเชื้อที่ได้รับการรักษาจนหายแล้ว ก็ยังสามารถรับเชื้อจากผู้อื่นและแพร่เชื้อให้คนอื่นได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดที่พบผู้ติดเชื้อ จึงต้องไล่ดูไทม์ไลน์ของคนนั้น ๆ ว่าไปที่ใดมาบ้าง และมีผู้สัมผัสใกล้ชิดเป็นกลุ่มเสี่ยงมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้กักตัวเฝ้าระวังอาการให้พ้นระยะฟักตัว 14 วัน

วัคซีนยังต้องรอ เฟส 3 ใช้เวลานาน

ส่วนความหวังในการรอวัคซีนป้องกันก็ใช่ว่าจะสำเร็จในระยะเวลาอันใกล้ แม้ว่ารัสเซียจะอ้างว่าผลิตวัคซีนต้าน COVID-19 ได้แล้ว และจดทะเบียนในชื่อ Sputnik V แต่กระบวนการทดสอบต่าง ๆ ยังสร้างความกังขาต่อคนทั่วโลกว่าจะใช้ได้จริงหรือไม่ หลังจากใช้เวลาพัฒนาวัคซีนเพียง 5 เดือนเท่านั้น

ทั้งนี้ วัคซีนที่จะได้รับการอนุมัติให้ผลิตออกมาใช้ได้อย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนทางคลินิกระยะ 3 (เฟส3) ซึ่งเป็นการทดลองวัคซีนกับจำนวนคนที่มากในจำนวนหลักหลายพันคนจนถึงหลักหมื่นเสียก่อน เพื่อเป็นการยืนยันว่าวัคซีนที่ทดลองนั้นปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ  ซึ่งขั้นตอนนี้จะมีการทดสอบด้วยการให้วัคซีนหลอกเพื่อวัดผลเปรียบเทียบด้วย โดยล่าสุด วัคซีน Sputnik V ยังคงอยู่ในขั้นตอนนี้ในการทดลองกับอาสาสมัคร 40,000 คน

ขณะที่ Margaret Harris โฆษกของ WHO ก็ออกมาเตือนด้วยเช่นกันว่า ขั้นตอนในเฟส 3 นั้น จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าเฟสอื่น ๆ และไม่ควรเร่งรีบ เพราะต้องดูว่าสามารถต้านไวรัสได้จริงหรือไม่ และปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ หลังจากได้ทดลองกับอาสาสมัครจำนวนมากแล้ว ทำให้คาดว่าในเฟสนี้อาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปีเลยทีเดียว!