“โค้ชทุ่ม” ปฏิวัติเกมลูกหนังจริงหรือ?

อย่างที่ทราบกันดีกว่า เกมกีฬา “ฟุตบอล” ลูกกลม ๆ นั้น แข่งขันกันมาเป็นร้อย ๆ ปี กำหนดกติกาให้มีการทุ่มบอลได้ แต่ไม่เคยมีทีมไหนที่จะนึกใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ ก็ทุ่ม ๆ กันไปให้ถูกท่า และขอให้บอลไปยังผู้เล่นฝ่ายเดียวกันต่อได้เท่านั้นเป็นพอ

จะเคยมีสีสันขึ้นมาบ้างตอนที่มีลูกทุ่มไกล จำได้ว่าสมัยก่อนมีทีมอย่าง วิมเบิลดัน โดยผู้จัดการทีม บ็อบบี้ กูลด์ ลองใช้ และต่อมา สโต๊ค ซิตี้ ในยุคของ โทนี่ พิวลิส ที่เน้นแบบเอาเป็นเอาตาย โดยให้ รอรี่ย์ ดีแลป ทำหน้าที่เป็นผู้ชำนาญการพิเศษ ใช้ได้ผลอยู่พักใหญ่ ๆ จนสุดท้ายคนทุ่มทำบ่อย ๆ เข้าก็บาดเจ็บหลังพังไปเลยทีเดียว ก็เลยค่อยเลิกกันไป

มาทุกวันนี้การ “ทุ่มบอล” กลับมามีความสลักสำคัญอีกครั้ง เพราะอย่างน้อย ๆ ก็มีคนเชื่อเรื่องนี้อยู่สองคนบนโลกใบนี้ คนแรกคือ โทมัส กรอนมาร์ค เจ้าของทฤษฎี และเจอร์เก้น คล็อปป์ คนที่ตัดสินใจเลือกเขาเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมสต๊าฟฟ์ให้ลิเวอร์พูล และในที่สุดเซ็นสัญญาจ้างประจำไปแล้ว โดยเริ่มมาจากการที่ คล็อปป์ สังเกตว่าในฤดูกาล 2017-18 ทีมมีผลงานยอดเยี่ยม แต่มีการทุ่มบอลที่ยอดแย่ จึงได้เริ่มทาบทามโค้ชผู้นี้

หลักการของ กรอนมาร์ค นั้นไม่ได้เชื่อเพียงว่า “ลูกทุ่ม” มีความสำคัญนะครับ แต่เขาหวังถึงขนาดว่า มันจะทำให้วงการฟุตบอลเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปเลยทีเดียว

วิธีการของเขาคือการฝึกให้นักเตะ “หงส์แดง” เข้าใจวิธีการทุ่มบอลให้ได้เปรียบ ไม่ใช่ทุ่มให้ได้ไกลอย่างเดียวเท่านั้น และส่งผลให้ทีมได้ประโยชน์สูงสุด โดยจากสถิติที่เก็บมานั้นฤดูกาลที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ได้ประตูจากลูกทุ่ม ถึง 14 จาก 85 ประตูที่ทำได้ตลอดฤดูกาล คิดแล้วประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้มีเครื่องหมายคำถาม ถึงการเสียเงินจ้างโค้ชประจำ เพื่อมาฝึกนักฟุตบอล “ทุ่ม” อย่างเดียวว่ามันเข้าท่าหรือคุ้มค่าจริงหรือ?

แต่หลักการของกรอนมาร์คนั้นน่าสนใจเหมือนกันครับ เขาอธิบายว่า “แต่ละเกมมีการทุ่มบอลสูงถึง 40-60 ครั้ง ถ้าทำด้วยความกดดันจะมีโอกาสพลาดเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ มันคือวิธีการทุ่มอย่างไร ให้ไกล ให้เร็ว และให้ฉลาดที่สุด”

เขาผู้นี้เคยไปสอนวิธีเหล่านี้ให้กับทีมอย่างอาแจ็กซ์, ไลป์ซิก และแอตแลนต้า ยูไนเต็ด มาแล้ว และยังปักใจด้วยว่าในยุคฟุตบอลสมัยใหม่ ต่อไปทีมไหนไม่มี “โค้ชทุ่ม” จะกลายเป็นเรื่องที่ล้าสมัยอย่างแน่นอน

ขนาดสตีฟ นิโคล อดีตนักเตะเก่าหงส์เองยังแอบดูถูกเรื่องนี้ว่า “ไร้สาระ” และแสดงความคิดเห็นว่า “มันเสียเวลาเปล่า ๆ” สู้เอาแรงไปฝึกด้านอื่นดีกว่า การทุ่มคือส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น และไม่น่าจะส่งกระทบอะไรมากมายนักในเกมลูกหนัง

อยู่ที่ว่าคุณผู้อ่านจะเลือกเชื่อฝั่งไหนครับ?