ความคืบหน้า วัคซีนต้าน COVID-19 ของประเทศต่าง ๆ

ภาพจาก freepik.com

เป็นข่าวดีของประชากรโลกที่เกิดขึ้นในรอบ 7 เดือน ตั้งแต่ไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก เมื่อมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และบริษัท AstraZeneca ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์ ประเทศอังกฤษ ได้ทดสอบวัคซีน COVID-19 แล้วได้ผลออกมาในเชิงบวก โดยทำให้เกิดภูมิคุ้มกันแบบคู่ (Dual Immune Action) คือ ภูมิคุ้มกันจากแอนติบอดีและภูมิคุ้มกันจากเซลล์เม็ดเลือดขาว T-cells

ความคืบหน้าวัคซีนของอังกฤษ

นี่เป็นความสำเร็จอีกขั้น ที่วัคซีนตัวนี้จะเป็นความหวังของมวลมนุษยชาติ โดยอาจจะเริ่มผลิตเพื่อนำมาใช้ได้เร็วที่สุดภายในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ หากการทดสอบในมนุษย์ขั้นสุดท้ายเป็นไปได้ด้วยดี

วัคซีนที่ว่านี้มีชื่อว่า ChAdOx1 nCoV-19 ซึ่งผ่านการทดสอบจากผู้ทดสอบจำนวน 1,077 คน ทั้งหมดเป็นอาสาสมัครที่มีอายุระหว่าง 18-55 ปี สุขภาพแข็งแรง และไม่มีประวัติติดเชื้อ COVID-19 ผลที่ได้ โดยพบว่าวัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน COVID-19 ได้ อีกทั้งยังมีความปลอดภัย

จากข้อมูลผลการวิจัยถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร The Lancet วัคซีนตัวนี้พัฒนามาจากการดัดแปลงพันธุกรรมไวรัสในลิงชิมแปนซีที่ทำให้คล้ายกับติดเชื้อไวรัส COVID-19 อ่อน ๆ จากนั้นฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายลิง จากนั้นจึงนำมาทดสอบในมนุษย์ พบว่าร่างกายของมนุษย์สามารถสร้างแอนติบอดีในการจัดการกับไวรัส โดยเข้าไปจับกับเซลล์ไวรัสแล้วกำจัดทิ้ง อีกทั้งยังไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว T-cells ให้จดจำเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เพื่อเสริมภูมิต้านทานเชื้อโรคอีกจำนวนหนึ่ง

รายงานพบว่าผู้ทดสอบประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายสร้างภูมิต้านทานไวรัสได้หลังจากที่ได้รับวัคซีนเพียง 1 โดส มีเพียง 10 คนที่ต้องได้รับวัคซีนในปริมาณ 2 โดส ร่างกายจึงจะเริ่มสร้างภูมิต้านทาน อย่างไรก็ตามวัคซีนตอบสนองได้กับทุกคน โดยเริ่มตอบสนองกับเซลล์เม็ดเลือดขาวภายใน 14 วันหลังจากได้รับวัคซีน จากนั้นจึงสร้างแอนติบอดี ในการกำจัดเชื้อไวรัสใน 28 วัน

แม้ว่าร่างกายของผู้ทดสอบส่วนมากจะสามารถมีภูมิต้านทานได้แม้ได้รับวัคซีนเพียง 1 โดส แต่ Prof Andrew Pollard ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยได้ชี้แจงว่าขณะนี้ทางทีมยังไม่ทราบแน่ชัดว่าต้องใช้วัคซีนในปริมาณเท่าใดจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ในการทดสอบเมื่อให้วัคซีนจำนวน 2 โดส จะช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองได้มากขึ้น

อย่าไรก็ตาม ขณะนี้องค์การอนามัยโลก ได้ระบุว่าในปัจุบันมีวัคซีน COVID-19 ที่กำลังศึกษาอยู่ประมาณ 16 บริษัท ทั้งจากสหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี รวมถึงไทย แต่วัคซีน ChAdOx1 nCoV-19 นี้ถือเป็นแนวหน้าของโลกที่จะผลิตวสำเร็จเป็นแห่งแรก โดยอาจส่งมอบวัคซีนนี้ไปผลิตยังสหรัฐอเมริกาได้เร็วที่สุดในช่วงต้นเดือนกันยายน

ความคืบหน้าวัคซีนของสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้าที่ออกซ์ฟอร์ดจะทดสอบ ChAdOx1 nCoV-19 มีบริษัท Moderna ร่วมกับสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (US National Institutes of Health) คิดค้นวัคซีนต้าน COVID-19 ได้แล้ว ใช้ชื่อว่า mRNA-1273 อาศัยเทคโนโลยีชนิดใหม่ โดยใช้เพียงรหัสพันธุกรรมของไวรัสเท่านั้น ต่างจากวัคซีนแบบเดิมที่จำเป็นต้องใช้ไวรัสที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ดำเนินการทดสอบทางคลินิกมาแล้ว 2 ระยะ ผลที่ได้สามารถกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีในการกำจัดไวรัสสูงขึ้น และคาดการณ์ว่าจะทดสอบระยะที่ 3 ในมนุษย์ปลายเดือนกรกฎาคมนี้

ความคืบหน้าวัคซีนของจีน

วัคซีนของจีนมีลักษณะคล้ายคลึงกับวัคซีนของออกซ์ฟอร์ด คือการกระตุ้นภูมิกันได้ทั้งจากเม็ดเลือดขาว T-cell และแอนติบอดี โดยไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ แต่แตกต่างจากของออกซ์ฟอร์ด ตรงที่ใช้ไวรัสจากคนด้วย พัฒนาโดยทีมวิจัย CanSino Biologics ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบระยะที่ 3 ในมนุษย์

อย่างไรก็ตาม วัคซีนตัวนี้ดูเหมือนจะเป็นรอง ChAdOx1 nCoV-19 เนื่องจากเป็นการพัฒนามาจาก Adenovirus serotype 5 ซึ่งเป็นวัคซีนที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และดวงตา

นอกจากยังมีวัคซีนตัวที่ 3 ของโลกที่พัฒนาโดยบริษัท Sinovac มีข้อตกลงร่วมกับสถาบันวิจัย Butantan ของบราซิล ในการทดสอบวัคซีนขั้นที่ 3 ในมนุษย์ ประเทศบราซิล ซึ่งถ้าหากพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย Butantan จะได้รับสิทธิผลิตวัคซีนกว่า 120 ล้านโดสตามข้อตกลง

ความคืบหน้าวัคซีนของเยอรมนี

วัคซีนของเยอรมนี พัฒนาขึ้นโดยบริษัท CureVac ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติเยอรมัน ได้ดำเนินการทดลองทางคลินิกครั้งแรกในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่บริษัท BioNTech ได้ดำเนินการทดสอบทางคลินิกไปแล้วก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังมีรายงานจากสำนักข่าวซินหัวของจีน ว่าเยอรมนีจะร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับ COVID-19

ส่วนความคืบหน้าอีกขั้น BioNTech ของเยอรมนีได้ร่วมกับบริษัท Pfizer บริษัทผู้ผลิตยาของสหรัฐอเมริกา ในการทำข้อตกลงส่งวัคซีนที่ผลิตได้จำนวนมากถึง 600 ล้านโดสให้สหรัฐอเมริกา คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถส่งให้สหรัฐอเมริกาจำนวน 100 ล้านโดส เพียงประเทศเดียวเท่านั้น

ความคืบหน้าวัคซีนของไทย

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม มีความคืบหน้าวัคซีนต้าน COVID-19 ชนิด mRNA ในประเทศไทย จากศูนย์วิจัยจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ใช้ชื่อว่า Chula-COVID19 วิจัยร่วมกับ University of Pennsylvania ของสหรัฐอเมริกา ผลการทดสอบในลิงพบว่าประสบความสำเร็จ จึงได้มีแผนที่จะผลิตวัคซีนเพื่อทดสอบในคน คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนจะเดินหน้าทดสอบในมนุษย์ที่เป็นจิตอาสา ซึ่งถ้าการทดลองสำเร็จ วัคซีนของไทยจะนำมาใช้ได้ประมาณช่วงกลางปี 2564

ข้อมูลจาก CNN News, BBC News, REUTERS, Bloomberg, XINHUA, The Lancet, The NEW ENGLAND JOURNAL of MEDICINE