“การฆ่าตัวตาย” สามารถยับยั้งได้ ด้วยตัวของเราเอง

ภาพจาก Pexels.com

สภาพสังคมไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่คุกคามคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพจิต ทำให้เริ่มที่จะใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเรียน ปัญหาการทำงาน ปัญหาครอบครัว ปัญหาสุขภาพ หรือความสูญเสียต่าง ๆ ล้วนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตาย หรือการพยายามฆ่าตัวตาย จึงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เพราะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากสถิติผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายและฆ่าตัวตายได้สำเร็จ แม้ว่าประเด็นการฆ่าตัวตายเป็นประเด็นที่อ่อนไหว แต่ก็จำเป็นต้องศึกษาและใส่ใจ เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมต่อไป

จากข้อมูลกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยอยู่ในภาวะปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชค่อนข้างสูง มีความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาการฆ่าตัวตายและปัญหาด้านเศรษฐกิจ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสำเร็จ ในปี 2561-2562 พบว่า ปัญหาการฆ่าตัวตายนั้นมีความสลับซับซ้อน และเกิดจากกลุ่มปัจจัยที่มีการซ้อนทับกัน โดยปัญหาที่เป็นปัจจัยร่วมที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ปัญหาความสัมพันธ์ (53.04%) รองลงมาเป็นการใช้สุรา (29%) โรคทางกาย (25.7%) โรคจิตเวช (19.8%) และปัญหาเศรษฐกิจ (18.33%)

เมื่อกรมสุขภาพจิตได้ทำการวิเคราะห์คัดแยกผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสำเร็จที่มีการระบุถึงปัจจัยสาเหตุทางเศรษฐกิจ พบว่า ลักษณะของปัญหาทางเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัยเดียว ซึ่งทุกรายจะพบปัจจัยสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วยเสมอ เช่น ปัจจัยด้านโรคเรื้อรังทางกาย โรคทางจิตเวช การดื่มสุรา การใช้สารเสพติด และกลุ่มปัญหาความสัมพันธ์

ส่วนข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก พบว่าในปีหนึ่ง มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จทั่วโลกเป็นจำนวนกว่าล้านคน เมื่อคิดเฉลี่ยพบว่ามีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ในทุก 40 วินาที และการฆ่าตัวตายก็ติด 10 อันดับแรกของสาเหตุการตายของประชากรโลกด้วย โดยพบว่าผู้ชายฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า ความเสี่ยงที่สำคัญคือ การเจ็บป่วยด้วยโรคซึมเศร้าและการใช้สารเสพติด โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ แต่โรคซึมเศร้าเป็นความเจ็บป่วยทางจิตเวชที่สามารถรักษาได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการคิดฆ่าตัวตายก็สามารถป้องกันได้ โดยเริ่มจากตัวเอง

1. สังเกตความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

เราต้องหมั่นสังเกตตัวเองอยู่เสมอว่ามีสุขภาพจิตที่ผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่ หากพบว่าตัวเองมีอาการเครียดสะสมจนกระทบกับการดำเนินชีวิต ท้อแท้ หดหู่ ซึมเศร้า แยกตัวจากสังคม นอนไม่หลับ คิดว่าตัวเองเป็นปัญหา คิดวกวนอยู่แต่กับเรื่องเดิม ๆ รวมถึงเริ่มมีความคิดเรื่องการตาย นั่นเป็นสัญญาณว่าสุขภาพจิตของเรานั้นเริ่มแย่แล้ว ต้องหาวิธีการรักษาอย่างเหมาะสม

2. พึ่งคนรอบข้าง

การขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างที่เข้าใจ และให้กำลังใจได้ถูกวิธี หรือจะเป็นคนที่ไม่รู้จักก็ยังได้ เพราะเป็นการพบเพียงผ่าน ยังเป็นสิ่งที่เยียวยาจิตใจที่เปราะบางของเราได้ เพราะการที่มีคนรับฟังปัญหา ไม่ตัดสิน และคอยบอกเราอยู่เสมอว่า “ฉันยังอยู่ตรงนี้ เธอยังมีฉัน” จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาลง โดยอาจเป็นบุคคลที่สนิท ที่ไว้ใจ ครอบครัว ต้องพยายามอย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่คนเดียว เพราะจะทำให้คิดวนอยู่แต่กับเรื่องที่เป็นทุกข์

3. ยอมรับความผิดพลาดและให้อภัยตัวเอง

มากกว่าครึ่งของคนที่ฆ่าตัวตาย มาจากการคาดหวังในตัวเองสูงเกินขอบเขตที่ตัวเองทำได้ เกิดเป็นความเครียด ความกดดัน ความกังวลว่าตัวเองจะทำได้ไม่ดีพอ โดย Madeleine Ferrar นักจิตวิทยาจาก Australian Catholic University ประเทศออสเตรเลีย พบว่าการสงสารและเห็นอกเห็นใจตัวเองจะช่วยลดอาการความผิดหวังจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้ ซึ่งก็ต้องเริ่มจากการยอมรับความผิดพลาดและให้อภัยตัวเองให้ได้ก่อน

4. ลองหากิจกรรมที่ใช้เยียวยาตนเอง

มีผู้ป่วยซึมเศร้าระยะเริ่มต้นหลายรายที่เริ่มมีความคิดฆ่าตัวตาย สามารถเยียวยาความทุกข์ใจของตนเองได้ด้วยการหากิจกรรมที่ตนเองสนใจ และทำให้ตัวเองมีความสุขได้ทำ เพื่อผ่อนคลายความทุกข์ของตัวเอง การที่มีจิตใจจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ทำแล้วมีความสุข จะลดการเสพสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียด และลดการคิดวกวนอยู่แต่กับเรื่องที่ทำให้เจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ ซึ่งเป็นเหตุที่อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย

5. พบจิตแพทย์เพื่อรักษา

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โรคซึมเศร้า ไม่ใช่โรคจิตหรือโรคประสาท แต่เป็นเพียงโรคทางอารมณ์ที่สามารถรักษาหายได้ เพราะบางคนกลัวการพบจิตแพทย์ ซึ่งการพบแพทย์เร็วเพื่อรักษาเร็วจะได้ผลดีกว่าการรักษาช้า ถ้าการรักษาได้ผล ความคิดฆ่าตัวตายจะหายไป แต่ถ้าหากยังไม่พร้อมที่จะพบแพทย์ อาจจะโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต หมายเลขโทรศัพท์ 1323 หรือองค์กรที่รับปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตก่อนก็ได้

ข้อมูลจาก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข