อยู่กับปัจจุบัน แต่อย่าลืมอนาคต

ภาพจาก Pixabay

“Nike ได้รายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ (ไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ) ว่ามีรายได้อยู่ที่ 6.31 พันล้านดอลลาร์ จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมีรายได้ที่ 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือลดลงมากถึง -38% โดยมียอดขาดทุนสุทธิ 790 ล้านดอลลาร์ โดยสาเหตุที่ทำให้รายได้ลดลงหลัก ๆ มาจาก Covid-19 ที่ทำให้ปิดร้านค้าส่วนใหญ่ทั่วโลกต้องปิดตัวลง” ตามรายงานของ Positioning

ขนาดยักษ์ใหญ่ตัวท็อปด้านวงการกีฬายังมีสะดุด กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงนี้ ที่น่าจะส่งผลแน่ ๆ ก็คือพนักงานของไนกี้ เพราะมีข่าวว่าจะถูกปลดบางส่วน

สำหรับพนักงานไนกี้ในไทย ถ้าจะมีผลกระทบก็น่าจะเป็นพนักงานที่อยู่ใน บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เป็นผู้ดูแลการตลาดและมาร์เก็ตติ้ง

ส่วนพนักงานตามชอปไนกี้นั้น เท่าที่เคยทราบมาส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของแฟรนไชส์เสียมากกว่า ซึ่งก็ไม่น่าจะถูกกระทบจากข่าวการขาดทุนของไนกี้ ส่วนร้านมัลติแบรนด์ที่เป็นดีลเลอร์ก็ชัดเจนว่าไม่กระทบกับข่าวนี้ แต่ถ้าชอปแต่ละที่ยอดขายตก แล้วปลดพนักงานอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรกังวลในอนาคตของวงการดีลเลอร์ของแบรนด์ดัง ๆ เหล่านี้คือ แบรนด์เหล่านี้เขาเห็นโอกาสใหม่ จากข้อมูลในช่วงวิกฤติ “การขายผ่านช่องทางออนไลน์ของ Nike เติบโตถึง 75% ปัจจุบันช่องทางออนไลน์คิดเป็นสัดส่วน 30% ของยอดขายทั้งหมด หรือประมาณ 5.5 พันล้านดอลลาร์” ตามรายงานของ Positioning

และการขายช่องทางออนไลน์ก็ยังเป็นกลยุทธ์ในระยะยาวของไนกี้อีกด้วย ไม่ใช่แค่เน้นในช่วงนี้แล้วจบไป และผมคิดว่าไม่ใช่แค่แบรนด์ไนกี้ที่วางแผนกลยุทธ์แบบนี้แต่แบรนด์ดังอื่น ๆ ก็คงวางแผนไว้เช่นกัน

ทำให้ต่อไปในระยะยาว ดีลเลอร์แบรนด์ดังในประเทศเมื่อได้รับสินค้าไปจำหน่ายแล้วก็จะต้องแข่งขันกับทางช่องทางออนไลน์ของเจ้าของแบรนด์เองอีกด้วย

ซึ่งเรื่องนี้ผมก็คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่ามันต้องออกมาในรูปแบบลักษณะนี้ เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาแบรนด์กีฬาใหญ่ ๆ ก็มาวางฐานกระจายสินค้าสำหรับขายออนไลน์ในสิงคโปร์เรียบร้อยแล้ว เพราะได้ประโยชน์เรื่องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และทำการสร้างโดเมนย่อยในแต่ละประเทศ ตั้งภาษาและราคาเท่ากับประเทศนั้น ๆ

ถ้าซื้อในมูลค่าสูง เช่น 5,000 บ. ขึ้นไป ก็จัดส่งฟรี ไม่มีการคิดภาษีเพิ่มเติมและจัดส่งในเวลาที่ไม่ช้ามากนัก อาจจะประมาณ 4-5 วัน

เมื่อเจอตัวเร่งอย่างสถานการณ์โรคระบาดก็ยิ่งทำให้ยอดขายในช่องทางนี้โตขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คิด ซึ่งในอนาคตอันใกล้ก็อาจจะเป็นไปได้ที่ยอดขายออนไลน์ที่ตอนนี้มีสัดส่วน 30% อาจจะกลายเป็น 60% ในไม่ช้า

โดยเมื่อออนไลน์โตขนาดนั้น ดีลเลอร์ในประเทศก็อาจจะหมดประโยชน์ลงไปเรื่อย ๆ และเท่าที่เห็นมากับตา ถ้าใครหมดประโยชน์ “เขาก็เชือดทิ้งแบบไม่ใยดีด้วยซ้ำ”