ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจโรงหนังแบบ Standalone อยู่ไม่รอด

ภาพจาก Facebook.com : Apex Scala

เป็นข่าวที่ทำให้คอหนังหลายคนใจหายไม่น้อย เมื่อหน้าเฟซบุ๊กของ “Apex Scala” หรือ “โรงภาพยนตร์สกาลา” เจ้าของฉายา “ราชาแห่งโรงหนังสยาม” แจ้งข่าวว่าจะเปิดไฟทุกดวง ให้บรรดาคอหนังและผู้ที่อยู่ร่วมสมัยกับสกาลาได้มาเก็บภาพความประทับใจร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะปิดม่านการฉายรอบสุดท้าย “LA SCALA ลาสกาลา” ในวันที่ 4 และ 5 กรกฎาคม 63 นี้ ซึ่งแปลว่าจากนี้ไป โรงภาพยนตร์ชื่อดังในช่วงสมัยหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่เปิดให้บริการมายาวนานถึง 51 ปี จะเป็นเพียงตำนานเท่านั้น

“สกาลา” เป็นโรงภาพยนตร์ Standalone แห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ และเป็น 1 ใน 4 โรงภาพยนตร์เครือเอเพ็กซ์ ที่ตั้งอยู่ในย่านสยามสแควร์ ที่กำลังจะปิดฉากลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มีสิ่งที่น่าสนใจว่า โรงภาพยนตร์สุดคลาสสิก อาคารเป็นสถาปัตยกรรมยุค 1960 ที่โอ่อ่า สวยงาม ตระการตา และบ่งบอกความรุ่งเรืองในยุคสมัยหนึ่ง กลับไม่ได้ไปต่อในวันนี้

Standalone คืออะไร

ธุรกิจแบบ Standalone เป็นธุรกิจที่มีสถานที่ที่แยกออกมาเป็นเอกเทศ อาจจะเป็นพื้นที่เช่าหรือพื้นที่ของตัวเอง แต่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งโรงภาพยนตร์สกาลาก็เช่นกัน เป็นโรงภาพยนตร์แบบ Standalone ที่เช่าพื้นที่ของสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสัญญาเช่าพื้นที่ก็กำลังจะสิ้นสุดลง

ปัจจัยที่ทำให้โรงภาพยนตร์สกาลาอยู่ไม่รอด

ปัจจัยที่ทำให้โรงภาพยนตร์แบบ Standalone อย่างสกาลา รวมถึงโรงภาพยนตร์อื่น ๆ ที่ปิดตัวกันไปก่อนหน้านี้ ไม่สามารถไปต่อได้ในยุคปัจจุบัน เริ่มมาจากเทคโนโลยีอย่างอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้คน ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงหนังเพื่อดูหนังอีกต่อไป เพราะทางเลือกในการดูหนังมีมากขึ้น

ทั้งการดูผ่านบริการสตรีมมิง เราสามารถดูหนังได้จากสมาร์ทโฟน จะดูที่ไหน เวลาไหนก็ได้ เพียงแค่สมัครสมาชิกรายเดือน ที่อาจจะถูกกว่าตั๋วหนัง 1 รอบเสียด้วยซ้ำ รวมถึงการดูวิดีโอในโซเชียลมีเดีย ที่อาจไม่ต้องเสียเงินเลย แต่ที่แน่ ๆ การดูหนังผ่านช่องทางเหล่านี้ ทำให้คนไม่ต้องออกจากบ้าน หรือแทบไม่ต้องลุกจากเตียง ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องเจอผู้คนพลุกพล่าน หรือเมื่อดูจบก็สามารถนอนต่อได้ทันที

อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ โรงภาพยนตร์คู่แข่งแบบที่เช่าพื้นที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีเป็นสิบเป็นร้อยสาขา และมีอยู่แทบทุกห้าง เข้าถึงคนสมัยใหม่มากกว่า เพราะห้างมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีห้องน้ำ ร้านอาหาร ธนาคาร และอื่น ๆ แดดไม่ร้อน ฝนตกไม่เปียก พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ได้มากกว่าโรงหนังที่อยู่ในที่เฉพาะ คนที่ไปทำธุระที่ห้าง หากเบื่อ ๆ จะหาหนังดูก็ได้ หรือคนที่ตั้งใจจะไปดูหนังตั้งแต่แรก แต่เกิดเปลี่ยนใจ หรืออยากจะแวะกินข้าว ช้อปปิ้งด้วยก็สามารถทำทุกอย่างได้เสร็จสรรพที่ห้างสรรพสินค้า

แม้ว่าสกาลาจะเป็นโรงภาพยนตร์ระดับตำนานที่อยู่คู่กับสยามสแควร์มานาน และมีส่วนทำให้กรุงเทพฯ ในย่านสยามสแควร์เติบโต จนกลายเป็นแหล่งธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้ รวมถึงมีคุณค่าทางจิตใจกับผู้ที่มีความทรงจำร่วมกันกับสยามสแควร์และสกาลา แต่ต้องยอมรับว่าลูกค้าไม่ได้เข้าถึงสกาลาหนาตาเหมือนสมัยก่อน ที่ถ้าใครอยากดูหนังต้องมาที่นี่ แต่ทุกวันนี้โรงภาพยนตร์มีอยู่ดาษดื่น ผู้คนละแวกอื่นจะดูหนังที่ไหนก็ได้ เพียงไปห้างสรรพสินค้า ทำให้ลูกค้าของสกาลาจึงจำกัดอยู่เพียงคนที่ไปเดินย่านนั้น หรือคอหนังที่จงใจไปเพื่อเสพบรรยากาศเท่านั้น

ที่สำคัญ โรงภาพยนตร์ที่มีกลิ่นอายของความคลาสสิก และใหญ่โตโอ่อ่าด้วยที่นั่งกว่า 900 ที่นั่ง ก็ไม่คุ้มทุนที่จะแบกค่าใช้จ่ายในการดูแลต่อ ด้วยค่าใช้จ่ายทั้งการจ้างพนักงาน การดูแลอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบเก่า การทำความสะอาด การรักษาความปลอดภัย ซึ่งการจะอยู่รอดให้ได้นั้นจะต้องพึ่งรายได้จากลูกค้า แต่ในเมื่อคนมีทางเลือกอื่นมากมาย และคนสมัยใหม่ส่วนใหญ่ก็ไม่นิยมเสพความคลาสสิกเพื่ออารมณ์สุนทรีย์อีกต่อไป แต่ต้องการประโยชน์สูงสุดในการจ่ายเงินแต่ละครั้ง ความใหญ่โตของพื้นที่จึงทำให้สกาลาดูโหวงเหวงเกินไป

ด้วยปัจจัยทั้งหมดข้างต้น ทางผู้บริหารเองก็มีการปรับตัวมาโดยตลอดเพื่อให้สกาลายังเปิดให้บริการอยู่ โดยการเพิ่มภาพยนตร์ให้มากขึ้นในแต่ละสัปดาห์ สลับกับการฉายวันละ 5 รอบ แต่สภาพเศรษฐกิจในช่วง 3-4 ปีให้หลัง และการมาถึงของ COVID-19 ทำให้สกาลาต้องปิดบริการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. – 31 พ.ค. 63 ตามคำสั่งของรัฐบาลเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งเท่ากับไม่มีรายได้ ขณะเดียวกันก็ยังต้องแบกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และตัวสกาลาเองก็กำลังจะหมดสัญญาเช่าพื้นที่ ประเมินอย่างไรก็ไม่คุ้มแน่นอนหากจะยังเปิดให้บริการต่อไป

เมื่อลองมาพิจารณาดูแล้ว อาจไม่ใช่เพียงโรงภาพยนตร์ “สกาลา” โรงภาพยนตร์แบบ Standalone แห่งสุดท้ายในกรุงเทพฯ เท่านั้นที่ต้องปิดตำนานไป แต่ธุรกิจ Standalone อื่น ๆ ก็เสี่ยงที่จะอยู่ไม่รอดเหมือนกันด้วยปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น ดังนั้น ธุรกิจแบบ Standalone จึงต้องเร่งปรับตัว หากยังไม่อยากที่จะเหลือแต่ชื่อเหมือนกัน