7 เทคนิค “ใช้เงิน” อย่างชาญฉลาด

ภาพจาก freepik.com

ในภาวะที่เศรษฐกิจบ้านเรายังไม่กระเตื้องอยู่แบบนี้ แค่ไม่มีหนี้สิ้นก็ถือว่าโชคดีแล้วสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีภาระต้องกิน ต้องใช้จ่ายกันทุกเดือน

แต่ถ้าอยากให้ชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องลุ้นใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ก็ต้องรู้จักใช้เงินอย่างชาญฉลาดด้วย ซึ่ง Phil Town ผู้จัดการกองทุนคนดัง เจ้าของหนังสือการลงทุนติดอันดับ Best Seller ของ New York Times มีข้อแนะนำดี ๆ ไว้ดังนี้

1.ทำงบประมาณ เช็กรายรับ-รายจ่าย

สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกเพื่อให้การใช้เงินของคุณเป็นไปอย่างชาญฉลาด คือการทำงบประมาณ และเช็กทั้งรายรับ-รายจ่ายของตัวเองเสียก่อน เมื่อเรารู้ว่าเงินหายไปไหน ก็จะเริ่มจัดสรรวิธีการใช้จ่ายเงินให้ดีขึ้นได้

2.คำนึงถึงการใช้งานระยะยาว

ก่อนจะนำเงินไปซื้อหรือใช้จ่ายสิ่งใด ควรคำนึงถึงอนาคตด้วยว่าของสิ่งนั้นสามารถใช้ประโยชน์ หรือใช้งานได้นานเพียงใด เป็นของที่ก่อให้เกิดหนี้สิ้นหรือไม่ และมูลค่าที่ได้รับจากของชิ้นนั้นคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปหรือไม่

3.ใช้บัตรเครดิตต้องจ่ายเต็มจำนวน

แม้ว่าการใช้บัตรเครดิตจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้จ่าย และมี Cash Back ให้ด้วย แต่ก็ควรใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ซึ่งตราบใดที่ยังชำระบัตรเครดิตได้เต็มจำนวน ไม่ได้จ่ายแค่ยอดขั้นต่ำก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

4.หยุดใช้เงินเพื่อรักษาภาพลักษณ์

คนส่วนใหญ่มักห่วงหน้าตาทางสังคม กลัวว่าจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น จึงมักหมดเงินไปกับการรักษาภาพลักษณ์ ทั้งเสื้อผ้าแบรนด์เนมไปจนถึงรถหรู แทนที่จะใช้จ่ายกับสิ่งที่ตัวเองอยากได้ และสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ

5.รู้ว่านิสัยอะไรทำให้เงินหมดไป

เมื่อตรวจเช็กรายรับ-รายจ่ายแล้ว ก็ต้องดูด้วยว่านิสัยแบบไหนที่ทำให้เงินหมดไปโดยใช่เหตุ เพื่อจะได้ลดกิจกรรมเหล่านั้นให้น้อยลง เช่น งานอดิเรกหรู ๆ อย่างดำน้ำดูปะการัง, ปีนเขา หรือการออกไปกินข้าวนอกบ้านบ่อยเกินไป

6.อย่าลงทุนกับของที่มีวันเสื่อมสภาพ

การเก็บออมหรือนำเงินไปลงทุนให้งอกเงย ย่อมดีกว่าการนำเงินไปซื้อของที่มีวันเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา หรือบางทีอาจจะแย่กว่านั้น เพราะยังใช้ได้ไม่ทันไรก็อาจจะเบื่อของชิ้นนั้นเสียก่อนแล้ว

7.เริ่มการลงทุนแต่เนิ่น ๆ

การใช้เงินอย่างชาญฉลาดไม่ใช่แค่งดใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำให้เงินงอกเงย ด้วยการนำไปลงทุนให้เกิดประโยชน์ด้วย ซึ่งหากลงทุนกับบริษัทที่มีคุณภาพ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่ได้

ที่มา : ruleoneinvesting.com