
เมื่อเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในภาวะถดถอย คนที่เคยมีงานทำกลายเป็นคนว่างงาน หรือคนที่ยังมีงานทำอยู่กลับมีรายได้ลดลงเพราะองค์กรต้องหักเงินเดือนตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันมนุษย์เงินเดือน หรือคนทำมาค้าขาย ก็ยังมีบิลเรียกเก็บทั้งค่าผ่อนบ้าน ค่างวดรถ บิลเรียกเก็บบัตรเครดิต บิลผ่อนของศูนย์เปอร์เซ็นต์ บิลสินเชื่อบุคคลที่รูดแบบไม่คิดเรียงหน้ากระดานตามมาเป็นหางว่าว
และด้วยวินัยการออมที่หายไปของคนในยุคปัจจุบันที่มาพร้อมกับประโยคที่ว่า “ก็ของมันต้องมี” ทำให้การตัดสินใจซื้อนั้นง่ายขึ้น ขณะที่การเก็บเงินกลายเป็นเรื่องยากเกินความสามารถ ดังนั้นคนที่มีเงินออมเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้อย่างน้อย 6 เดือน จึงมีเปอร์เซ็นต์น้อยมากในสังคมปัจจุบัน และทำให้หลายคนเกิดอาการเครียด กังวล กับภาระหนี้ที่แบกเอาไว้
แต่เมื่อคิดจะเข้าสู่วงจรลูกหนี้แล้ว เราก็ต้องรู้จักแก้ปัญหาไม่หนีหนี้ ไม่ทำให้ตัวเองเป็นลูกหนี้ NPL ที่ไร้ประสิทธิภาพในการชำระหนี้จนมีชื่อติดอยู่ในเครดิตบูโร ดังนั้นมาดูกันว่าแก้ปัญหาแบบลูกหนี้มืออาชีพในยามเศรษฐกิจถดถอยต้องทำอย่างไร
ขั้นที่ 1 สำรวจภาระหนี้ทั้งหมดที่มี อย่าได้หมกไว้แม้แต่บัญชีเดียว
การทำบัญชีครัวเรือน จะทำให้เห็นว่าในแต่ละเดือนคุณใช้จ่ายอะไรไปบ้าง มีหนี้อยู่เท่าไร มีเงินสดอยู่ในมือเท่าไร บัตรเครดิตใบไหนใช้ไปเท่าไร และผ่อนจ่ายอยู่เท่าไร แต่ในปัจจุบันแทบจะหาคนทำบัญชีครัวเรือนได้น้อยเต็มทน ด้วยเหตุผลว่า “ขี้เกียจทำ ทำไปแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไร” คนที่พูดแบบนี้เพราะไม่ได้ดูการจดบัญชีของตัวเองว่า ได้ใช้เงินหมดไปกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ไปมากน้อยแค่ไหน แค่บันทึกลงไป แต่ไม่เอามานั่งดูเพื่อวิเคราะห์การใช้จ่ายของตนเองก็ไม่เกิดประโยชน์
เมื่อไม่เคยทำบัญชีครัวเรือนเลย จะกลับตัวมาทำก็ไม่สาย แต่ก่อนจะลงมือทำต้องรวบรวมหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ให้เรียบร้อยก่อน โดยจำแนกเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรผ่อนสินค้า หนี้สินเชื่อเงินสด เมื่อจำแนกหนี้ได้ครบหมดแล้ว ก็มารวมตัวเลขที่คุณต้องจ่ายในแต่ละเดือน จากนั้นมาดูบิลค่าน้ำ ค่าไฟ แล้วตามมาด้วยค่าใช้จ่ายรายวันของตนเอง มีต้องแบ่งให้ทางบ้านไหม หรือมีค่าใช้จ่ายของลูกที่ต้องจ่ายในรายวันหรือไม่ เหล่านี้คือค่าใช้จ่ายที่คุณต้องเอามา จำแนกและรวมเป็นเงินใช้จ่ายให้เห็นตัวเลขจริง ๆ
ขั้นที่ 2 สำรวจรายรับในแต่ละเดือน
หลังจากรวมยอดหนี้ ยอดค่าใช้จ่ายได้เรียบร้อยแล้ว ก็หันมาสำรวจรายรับในแต่ละเดือน สำหรับคนที่ทำงานได้รับเงินเดือนก็จะมีรายรับตายตัวอยู่แล้ว ส่วนคนที่ค้าขายหรือทำธุรกิจ รายรับในแต่ละเดือนจะไม่เท่ากัน แต่คุณต้องประมาณยอดที่เป็นยอดเฉลี่ย จากนั้นเอาไปหักกับหนี้และค่าใช้จ่ายที่รวมไว้ในขั้นแรก จากนั้นดูว่ามีเงินเหลือเท่าไร แล้วตั้งเป็นยอดที่ต้องเก็บเอาไว้ในทุกเดือน
แต่ถ้าไม่มีเหลือแต่กลับติดลบ เพราะสภาพเศรษฐกิจ ทำให้ถูกลดเงินเดือน ทำให้ยอดขายลดลง สิ่งแรกที่ต้องลดคือยอดหนี้ ต่อมาคือยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของคุณเอง ซึ่งทั้งหมดนี้จะพูดถึงในขั้นที่ 3 ขณะเดียวกันก็ถึงเวลาที่คุณต้องหารายได้เสริมเพื่อลดภาระให้กับตนเอง ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน อาชีพเสริมในช่วงหลังเลิกงาน หรือแม้แต่รับงานมาทำที่บ้าน หรือทำงานเสาร์อาทิตย์ คือหนทางที่จะทำให้คุณรอดได้ ส่วนคนที่ทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตนเอง การมองหาลูกค้ากลุ่มใหม่ พัฒนาสินค้า หรือแพ็กเกจให้สะดุดตา รวมไปถึงการสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าของตนเอง ยังเป็นหนทางสำคัญในการเพิ่มยอดขายให้กับคุณ
ขั้นที่ 3 หาตัวช่วยเพื่อลดภาระหนี้
อย่างที่บอกไว้ในขั้นที่ 2 ว่าสิ่งแรกที่ต้องทำสำหรับ ลูกหนี้มืออาชีพเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย คือ การลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง แต่ถ้าดิ้นรนทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะทำงานพิเศษ พัฒนาสินค้าของตนเอง แต่ก็ยังไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ตามติดเป็นเงาทุกเดือนได้ ก็ถึงเวลาหาตัวช่วยแล้ว
ตัวช่วยสำหรับชีวิตลูกหนี้มนุษย์เงินเดือน ที่ยังรักษาสภาพตนเองให้เป็นลูกหนี้ที่ดี (ย้ำเช่นนี้เพราะวิธีที่เราจะแนะนำถ้าคุณเป็นลูกหนี้ที่ติด NPL ไปแล้วไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้) ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจถดถอย มีไวรัส ระบาด เป็นช่วงเวลาที่ธนาคาร สถาบันการเงิน ให้ความช่วยเหลือกับลูกหนี้มากที่สุดแล้ว เพราะถ้าไม่ให้ความช่วยเหลือ ลูกหนี้ก็จะกลายเป็น NPL ทีนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาไปทั้งระบบ
ดังนั้นถ้าคุณมีค่าใช้จ่ายประจำ ทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนสินเชื่อบัตรเครดิต เวลานี้ทางธนาคารทุกแห่งมีมาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้ ซึ่งคุณสามารถติดต่อได้ด้วยตนเองผ่านทางเว็บไซต์ Call Center หรือ Application ของทางธนาคารโดยไม่ต้องเดินทางไปที่สาขา หรือสำนักงานใหญ่ของธนาคาร โดยแต่ละธนาคารจะมีมาตรการผ่อนปรนที่แตกต่างกันไปในรายละเอียด ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของคนในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังถดถอยได้มาก
ในกรณีที่คุณเป็นเจ้าของกิจการ การขอใช้มาตรการผ่อนปรนกับจำนวนหนี้ที่กู้มาเพื่อประกอบกิจการทุกธนาคารก็มีนโยบายให้กับ SME เช่นกัน และยังสามารถกู้เพิ่มเพื่อเสริมสภาพคล่องได้อีก ดังนั้นการเดินเข้าหาธนาคาร ที่คุณเป็นลูกหนี้อยู่เพื่อศึกษาหาทางแก้ไข และต่ออายุกิจการของคุณออกไป คือหนทางที่ต้องรีบทำให้เร็วที่สุด
ขั้นที่ 4 ขาย ขาย และขาย เพื่อใช้หนี้ทำตัวเองให้เบาที่สุด
คำกล่าวที่ว่า “การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” นั้นเป็นเรื่องจริงแท้ เพราะไม่ต้องมานอนสะดุ้งทุกสิ้นเดือน เอาเข้าจริงหนี้ที่คุณสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หนี้จากผ่อนบัตรเครดิต ล้วนแล้วแต่เป็นหนี้ที่แก้ปัญหาได้ไม่ยาก แต่หลายคนไม่ทำ เพราะคำว่า “เสียดาย” และอีกหลายคนรับไม่ได้ถ้าต้องไปเริ่มต้นใหม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว บ้านที่เล็กลง รถที่พอขับได้ แต่ทำให้ปลอดจากหนี้ทั้งปวง จะทำให้คุณมีกำลังใจที่ดีขึ้นในการเริ่มต้นใหม่ มากกว่าจะเดินต่อโดยมีภาระท่วมตัว
ตัวอย่างเช่น คุณมีภาระในการผ่อนบ้านเดือนละสี่หมื่นบาท ผ่อนรถอีกสองหมื่นบาท เงินเดือนคุณในภาวะที่เศรษฐกิจยังดีก็พอที่จะกล้อมแกล้ม ผ่อนจนผ่านไปได้ทุกเดือน แต่พอเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ปรากฏว่าถูกลดเงินเดือน หรือรายได้จากกิจการไม่พอจะชำระ แต่คุณก็ยังกัดฟัน กดเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด มาชำระต่อ กลายเป็นหนี้แบบงูกินหาง สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่คุณอาจจะกัดฟันผ่อนต่อไม่ไหว
แต่คุณยังมีทางเลือกนั้นคือขายทรัพย์สินที่คุณต้องผ่อนจนเกินตัว เพื่อที่จะตัดภาระหนี้ ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีส่วนต่างของมูลค่า และคุณสามารถใช้ส่วนต่างนั้นมาตั้งต้นชีวิตใหม่ได้ แม้ชีวิตอาจไม่สุขสบายเท่าเดิม แต่การปลอดจากหนี้ ก็ช่วยให้สภาพจิตใจของคุณพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่ อย่าลืมว่าเศรษฐกิจไม่ได้ชะลอตัวไปตลอดชีวิตเรา พอถึงเวลาที่ฟื้นตัวคุณก็จะมีโอกาสที่จะกลับมาสร้างตัวเองใหม่ และใช้ประสบการณ์ในอดีตเป็นบทเรียน






























