Home Trending Story Trend ต่างประเทศ โบกมืออำลา “สายลมหนาว” ที่ “แอฟริกาเหนือ” (ตอนจบ)

โบกมืออำลา “สายลมหนาว” ที่ “แอฟริกาเหนือ” (ตอนจบ)

โบกมืออำลา “สายลมหนาว” ที่ “แอฟริกาเหนือ” (ตอนแรก)
โบกมืออำลา “สายลมหนาว” ที่ “แอฟริกาเหนือ” (ตอนที่ 2)
โบกมืออำลา “สายลมหนาว” ที่ “แอฟริกาเหนือ” (ตอนที่ 3)

อาสาพาทัวร์ “แอฟริกาเหนือ” เดินทางมาถึง “ตอนจบ” แล้วครับ

และเรายังคงอยู่ที่ “อียิปต์” หลังจากที่สัปดาห์ก่อน ได้เปิดประตู ก้าวสู่พรมแดน “อียิปต์” กันไปแล้วที่เมือง “อเล็กซานเดรีย”

มาในครั้งนี้ ซึ่งเป็น “ตอนจบ” ก็คงจะต้องขอ “เก็บตก” Landmark และ Hi-light ทั้งหมดที่เหลืออยู่ของ “อียิปต์” ครับ

เรามาเริ่มกันที่ “มหาวิหาร Abu Simbel” กันเลยครับ

“Abu Simbel” มหาวิหาร “มรดกโลก” ตั้งอยู่บนพรมแดนระหว่าง “อียิปต์” กับ “ซูดาน”

“มหาวิหาร Abu Simbel” ได้รับการสร้างขึ้นราวต้นศตวรรษที่ 13 เพื่อฉลองชัยชนะของ “อียิปต์” เหนือ “สมรภูมิรบ” แห่ง “คาเดส”

“Abu Simbel” คือมหาวิหารที่สร้างขึ้นจากการ “เจาะภูเขา” จำนวน 2 ลูกด้วยกัน เพื่อสร้างเป็น “มหาวิหาร” จำนวน 2 หลัง นั่นคือ

  1. มหาวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อ “องค์ฟาโรห์ รามเสส ที่สอง” และ
  2. มหาวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อ “พระมเหสี” ของ “องค์ฟาโรห์ รามเสส ที่สอง” มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของ “อียิปต์” นั่นเองครับ

จุดเด่นที่ถือเป็น Hi-light ของ “มหาวิหาร Abu Simbel” คือ “รูปสลักองค์ฟาโรห์ รามเลส 4 องค์” ประกอบด้วย มหาเทพ Ra-Harakhty “องค์ฟาโรห์ รามเสส ที่สอง” มหาเทพ Amun และมหาเทพ Ptah

โดยทั้ง 4 พระองค์ ได้ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์หน้ามหาวิหาร โดยแต่ละองค์มีความสูงเท่าเทียมกันทุกประการคือ 20 เมตร

นอกจากนี้ “มหาวิหาร Abu Simbel” ยังมี “เสาหินสี่เหลี่ยม” ขนาดยักษ์ใหญ่ จำนวน 8 ต้นด้วยกัน โดยแต่ละต้น จะมีรูปสลักของ “องค์ฟาโรห์ รามเสส ที่สอง”

อีกทั้งยังมี ภาพเขียนฝาผนังนูนต่ำ บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของ “องค์ฟาโรห์ รามเสส ที่สอง” โดยเฉพาะชัยชนะในสงครามนั่นเองครับ

และอีกหนึ่ง Hi-light ของ “อียิปต์” ที่ต้องห้ามพลาดก็คือ กิจกรรม “ล่องเรือแม่น้ำไนล์” ครับ

ดังที่กล่าวไปในตอนที่แล้วว่า ประชากรชาว “อียิปต์” ส่วนใหญ่ ตั้งรกรากอาศัยอยู่บนสองฟากฝั่งของ “แม่น้ำไนล์” ซึ่งมีระยะทางจากต้นน้ำถึงปลายน้ำราว 40,000 ตารางกิโลเมตร

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ “แม่น้ำไนล์” เป็น “แม่น้ำสายยาวที่สุดในโลก” นั่นเองครับ

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า “แม่น้ำไนล์” คือแม่น้ำที่มีความสำคัญกับ “ชาวอียิปต์” และ “ชาวแอฟริกาเหนือ” เป็นอย่างยิ่งครับ

สำหรับประวัติศาสตร์รากฐานของวัฒนธรรมลุ่ม “แม่น้ำไนล์” นั้น เริ่มต้นเมื่อประมาณ 5 ล้านปีก่อน โดย “แม่น้ำไนล์” ที่ล่องไหลลงสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ “อียิปต์” ทำให้การตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรได้เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนั้น

จึงถือได้ว่าเป็น “แม่น้ำไนล์” คือ สายน้ำผู้ให้กำเนิดรกอารยธรรมของ “ชาวอียิปต์” โดยเฉพาะ “แม่น้ำไนล์” เป็น สายน้ำที่มีความสำคัญใน “ตำนาน Osiris” อีกด้วย ซึ่งถ้ามีโอกาสผมจะมาเล่าถึง “ตำนาน Osiris” ให้ฟังครับ!

แล้วเราก็มาถึงช่วงท้ายของการ “โบกมืออำลา “สายลมหนาว” ที่ “แอฟริกาเหนือ” ด้วยการพาไปดูอีกหนึ่ง Hi-light ของ “อียิปต์” นั่นก็คือเมือง Hurghada ครับ ซึ่งเมืองแห่งนี้มีชัยภูมิทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลแดงครับ

Hurghada แห่งนี้ คือเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของ “แอฟริกาเหนือ” ความสำคัญของ Hurghada ก็คือ การเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวของ “อียิปต์” นั่นเองครับ

กิจกรรมที่โดดเด่นของการเดินทางมาท่องเที่ยวที่ Hurghada ก็คือ ทริปดำน้ำดูปะการัง และการเล่นวินเซิร์ฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การขี่อูฐชมเมือง และการขับรถ Side-seeing ด้วยตนเอง

และไม่น่าเชื่อว่า เมืองมุสลิมอย่าง “อียิปต์” จะมีแหล่งบันเทิงเต็มรูปแบบคือ Ministry of Sound Beach Club of Egypt

กล่าวโดยสรุปก็คือ เมือง Hurghada แห่งนี้ เป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยว” ของ “อียิปต์” ดังที่ได้กล่าวไปในย่อหน้าข้างต้นอย่างแท้จริง

เพราะ Hurghada เป็นเมืองที่ครบครันด้วยกิจกรรมธรรมชาติ โดยเฉพาะความบันเทิงนั่นเองครับ!