
กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยข้อมูลชวนน่าตกใจว่า คนไทยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบมากถึง 4 ล้านคน โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี โดยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เพราะติดต่อได้หลายทาง และติดต่อได้ง่าย เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถอยู่ในสิ่งวดล้อมได้นานหลายวัน จึงเกิดการระบาดได้ง่าย
ขณะที่รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าในทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคตับอักเสบเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีรวมกันมากถึง 325 ล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้เสียชีวิตมากถึงร้อยละ 96 ทำให้โรคดังกล่าวถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลกเลยทีเดียว
โดยข้อมูลจากโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงโรคนี้ไว้ว่า ไวรัสตับอักเสบเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในตับ ซึ่งมีทั้งชนิด เอ บี ซี ดี และ อี แต่ชนิดที่พบบ่อย คือบีและซี
ไวรัสตับอักเสบบี
สำหรับไวรัสตับอักเสบบีนั้น ถือเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีถึงร้อยละ 3 ของประชากร ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกาย ซึ่งมักเป็นการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก และมีแม่เป็นพาหะ โดยการติดเชื้อจากสาเหตุนี้ มักทำให้เกิดการแฝงตัวเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง และส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ในระยะยาว หากไม่ได้รับการติดตามรักษาที่เหมาะสม
ไวรัสตับอักเสบซี
ส่วนไวรัสตับอักเสบซี ถือเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรังอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งติดเชื้อจากการรับเลือดหรือการใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น การสัก หรือใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาดโดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น ในประเทศไทยพบกลุ่มที่มีความเสี่ยงอยู่ร้อยละ 1 ของประชากร แต่ไวรัสชนิดนี้มักไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใดๆ จากภาวะตับอักเสบฉับพลัน แต่จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตับ เมื่อมีการอักเสบไปนานๆ ก็จะเกิดพังผืดสะสมในตับจนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด แต่ปัจจุบันมีการรักษาที่สามารถทำให้หายขาดได้ในผู้ป่วยหลายราย
การป้องกัน
สำหรับการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบนั้น นายแพทย์โชติ เหลืองช่อสิริ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 อินเตอร์เนชั่นแนล แนะนำไว้ว่า สามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ดังนี้
1.ดื่มน้ำต้มสุก อาหารปรุงสุก ผักผลไม้ล้างสะอาด
2.การล้างมือบ่อยๆ หลังเข้าห้องน้ำ และก่อนรับประทานอาหาร
3.ไม่สำส่อนทางเพศ ให้ความสำคัญกับ การสวมถุงยางอนามัย
4.ควรตรวจเลือดก่อนแต่งงาน เพื่อตรวจหาไวรัสตับอักเสบบีและซี เนื่องจากเป็นพาหะได้
5.ไม่ควรเสพยาเสพติด เพราะเสี่ยงต่อการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
6.หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ควรสวมถุงมือขณะใช้เข็มฉีดยา
7.การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี สำหรับบุคคลที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้
ที่มา : www.tm.mahidol.ac.th / www.inter.phyathai.com





























