
สิ่งที่ผู้คนทั่วโลกตระหนักกันเป็นกระแสอย่างมากในตอนนี้ต้องยกให้กับเรื่องของ Climate change หรือ ความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภาพภูมิอากาศ หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า ภาวะโลกร้อน เป็นปัญหาใหญ่และหนักหน่วงที่ทุกคนต่างยอมรับและหาทางแก้ไข
ซึ่งกระแสดังกล่าวนี้ก็นับเป็นการตื่นตัวที่ดีของคนหมู่มากในสังคมโลก เพราะสุขภาพของโลกในตอนนี้นั้นบ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่ากำลังป่วยถึงขั้นวิกฤติแล้ว ซึ่งหลายต่อหลายคนที่มีหัวอนุรักษ์ก็ได้ออกมาขยับขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง และหนึ่งคนที่ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก เธอคือนักอนุรักษ์รุ่นเยาว์ที่เขย่าดึงสติผู้คนได้อย่างมากมายเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อน เธอคือ เกรต้า ธุนเบิร์ก เด็กสาววัย 16 ปีจากประเทศสวีเดน
ด้วยความสนใจใคร่รู้เรื่องของภาวะโลกร้อนตั้งแต่เธออายุ 9 ขวบจากการเรียนเรื่องประหยัดพลังงาน เธอจึงมุ่งมั่นในเรื่องของผลกระทบที่เกิดต่อธรรมชาติมาโดยตลอด และการหยุดเรียนและไปนั่งประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลสวีเดนถึง 3 สัปดาห์เมื่อปี 2018
โดยส่วนตัวเธอนั้นรู้สึกว่าทำไมใครต่อใครไม่ค่อยสนใจเรื่องของภาวะโลกร้อนกันเลย จากการหยุดเรียนเพื่อประท้วงพร้อมทั้งแจกใบปลิวประชาสัมพันธ์ เธอจึงเป็นที่รู้จักมากขึ้นมีนักข่าวนำเสนอการกระทำของเธอ อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไปเด็ก ๆ ได้มาร่วมเคลื่อนไหวเคียงข้างเธอมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เธอถูกยกให้เป็น Climate Icon คนสำคัญของโลกไปแล้ว
ต้นเหตุของการถกเถียง
ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ 23 กันยายน 2019 ที่เธอได้มีกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสหประชาชาติวาระพิเศษ (UN Climate Action Summit 2019) ที่มหานครนิวยอร์ก ที่มีคำพูดที่ฉะฉานทรงพลังเรียกความสนใจจากผู้คนทั่วโลกใจความว่า
“ฉันไม่ควรไม่อยู่ที่นี่ ฉันควรกลับไปเรียนหนังสือในโรงเรียนที่อีกฝั่งของมหาสมุทร แต่พวกคุณยังให้ความหวังกับเยาวชนอยู่ พวกคุณกล้าดียังไง! พวกคุณขโมยความฝันและช่วงเวลาวัยเด็กของฉันด้วยคำพูดกลวงๆ แต่อย่างน้อยฉันเป็นหนึ่งในคนที่โชคดี ยังมีคนอีกมากที่ต้องทรมาน พวกเขากำลังจะตาย ระบบนิเวศกำลังพังทลาย พวกเรากำลังเริ่มการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ พวกคุณเอาแต่พูดเรื่องเงินทอง เล่าเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอันเป็นนิรันดร์ คุณกล้าดียังไง!“
ภายหลังสุนทรพจน์เคล้าเสียงเครือเจือความโกรธนี้จบลง ผู้คนต่างมีความคิดเห็นที่แตกเป็นสองฝั่งหลัก ๆ เช่น คนที่ไม่เห็นด้วยกับเกรต้า มีความเห็นว่าเธอเป็นเด็กที่ถูกกลุ่มของนักอนุรักษ์ล้างสมอง และใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคม
อนึ่ง เกรต้าถูกวินิฉัยว่ามีอาการของ แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม(Asperger's Syndrome) ซึ่งจัดอยู่ในสเปกตรัม เดียวกันกับ ออทิสติก โดยอาการแอสเพอร์เกอร์นี้เป็นความบกพร่องของพัฒนาการในรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะ เฉพาะตัว ซึ่งเด็กที่มีอาการนี้อาจจะมีทักษะปัญญาที่สูงกว่าเด็กทั่วไป จริงจังและหมกมุ่นกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นาน ไม่เข้าใจลูกเล่นและไม่ยืดหยุ่น และอาจแสดงความก้าวร้าวในบางครั้ง
ซึ่งในประเด็นนี้เธอยอมรับเองว่า เธอมองทุกสิ่งเป็นขาวกับดำไม่มีสีเทาหรือจุดกึ่งกลางของเรื่อง เช่นในเรื่องของปัญหาสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง เธอมองว่าผู้คนก็แก้ไขได้แต่ทำไมไม่ทำ
โดยในประเด็นที่หลายฝ่ายต่างถกเถียงกันอย่างกว้างขวางนี้ ในทางของผู้ที่ตะขิดตะขวงต่อตัวเธอต่างมีเหตุผลหลัก ๆ อยู่สองข้อคือ
1. เธอเป็นเครื่องมือของฝ่ายนักอนุรักษ์ที่ล้างสมองและฝังชุดความคิดให้เธอเป็นตัวขับเคลื่อน รุนแรงถึงกระทั่งโยงรูปลักษณ์เด็กสาวผิวขาวแก้มแดงถักเปียของเธอ คล้ายกับเด็กสาวบนโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อของนาซี
Children—notably Nordic white girls with braids and red cheeks—were often used in Nazi propaganda. An old Goebbels technique! Looks like today’s progressive Left is still learning its game from an earlier Left in the 1930s pic.twitter.com/E4q2KZ526s
— Dinesh D'Souza (@DineshDSouza) September 22, 2019
2. โจมตีเธอในประเด็นที่เธอมีอาการป่วยประเภทเดียวกับออทิสติก จนกลายเป็นการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางของทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เป็นด้วย ทั้งในสื่อและสังคม
ในส่วนของการมองเธอเป็นเครื่องมือโดยมีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังนั้นดูท่าจะเกินจริงและรุนแรงไปเสียหน่อยหากมองในภาพรวมของทั้งกิจกรรมและการขับเคลื่อนของนักอนุรักษ์สาวคนนี้ อีกทั้งทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ ของคนที่คิดว่าโลกเราไม่ได้แย่ลงเพราะมนุษย์ ก็ไม่มีมูลพอจะแย้งในข้อเท็จจริงนี้ได้
ซึ่งหากซูมเอาท์ออกมาจากประเด็นนี้เพื่อให้เห็นภาพที่กว้างมากยิ่งขึ้นแล้ว จะเห็นได้ว่าการทำงานและความประสงค์ของเธอได้ทำหน้าที่ของมันอย่างคุ้มค่าตลอดช่วงเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตัวของเกรต้าเองนั้นไม่ใช่เพียงวัยรุ่นที่เมื่อคิดถึงโลกร้อนก็เดินถือถุงผ้าหรือกินขนมที่ห่อด้วยใบตอง แต่เด็กสาวอายุ 16 ปีคนนี้มองปัญหานี้ถึงโครงสร้างของทั้งปัญหาและทางแก้
ซึ่งแม้จะมีคนออกมาด่าหรือไม่เห็นด้วยกับเธอมากก็ตาม แต่แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่เหนือกว่านั้นคือมีคนรู้จักเธอมากยิ่งขึ้นผ่านสุนทรพจน์อันฉะฉานนี้ และตระหนักเห็นดีเห็นงามกับคำพูดและสิ่งที่เธอแสดงออกอยู่ไม่น้อย เพราะเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสภาวะอากาศล้วนเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้






























