อย่าให้ “การฉกฉวยวัฒนธรรม” เป็นเรื่องปกติ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องราวของ คิม คาร์เดเชียน กลายเป็นดราม่าแบบ “48 ชั่วโมงก็จบเรื่อง” เมื่อความพยายามของเซเลบริตี้ ที่แจ้งเกิดจาก “เรียลลิตี้โชว์” ได้ประกาศว่าจะใช้ชื่อ แบรนด์ชุดกระชับสัดส่วนของตนเองว่า “กิโมโน” ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนักจากคนญี่ปุ่น และ คนที่เข้าใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่นว่า “กิโมโน” คือชุดที่เป็นสัญลักษณ์อันดีงามประจำชาติญี่ปุ่น แต่ คิม คาร์เดเชียน กลับเอามาตั้งชื่อแบรนด์ชุดชั้นในของตนเอง มันกลายเป็นเรื่องเกินกว่าจะรับได้ และท้ายที่สุด คาร์เดเชี่ยน ก็ต้องออกมาประกาศอีกครั้งว่า กำลังทบทวน และใช้ชื่อแบรนด์ใหม่แทนชื่อ “กิโมโน” ที่ทำให้ทุกคนไม่สบายใจ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดดราม่า กับสิ่งที่เรียกว่า “การฉกฉวยทางวัฒนธรรม” หรือที่เรียกว่า Cultural Appropriation ที่ผ่านมามีหลายครั้งที่วงการแฟชั่น เพลง หรือ ภาพยนตร์ นำเอาวัฒนธรรมอื่นมาใช้ด้วยความไม่รู้ และ ทำให้เกิดกระแสย้อนกลับในทางลบ ซึ่ง ความเข้าใจผิดทางวัฒนธรรม และ นำเอามาใช้แบบผิดๆ เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพของสังคมปัจจุบันที่ทุกคนต่างต้องการสร้าง “ความต่าง” แต่กลับกลายเป็นว่า “ความต่าง” ที่เกิดขึ้นนั้นได้สร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรที่ถูกฉกฉวยมาใช้ในทางที่ผิด

ทำความรู้จักกับคำว่าว่า Cultural Appropriation

ดิกชั่นนารี่ส์ ของ ออกซ์ฟอร์ด ได้ให้คำจำกัดความของ วลีที่ว่า Cultural Appropriation เอาไว้ว่า “ความไม่รู้ ไม่เข้าใจ และ ความไม่เหมาะสมในการปรับใช้วัฒนธรรม ประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือ แนวความคิดจากสังคมอื่น”  ตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนที่มาจากอีกวัฒนธรรมหนึ่ง พยายามจะปรับใช้วัฒนธรรมอื่นโดยที่พวกเขาไม่มีความเข้าใจพื้นฐานของวัฒนธรรมดังกล่าว  หรือ ความพยายามที่จะดึงเอาจุดเด่นที่ผู้คนในสังคมรู้จักจากวัฒนธรรมนั้นมาใช้ในเพื่อเป็นประโยชน์ ต่อตนเอง แต่ก็เป็นการใช้อย่างไม่ถูกต้อง

ซึ่งคำว่า Cultural Appropriation มีความแตกต่างจากคำว่า Cultural Exchange หรือ “การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม” ที่หมายถึงการทำความเข้าใจถึงความต่าง ก่อนที่จะนำเอาความต่างนั้นมาประยุกต์ใช้ในวัฒนธรรมของตนเอง และทำให้เกิดผลดีของทั้งสองวัฒนธรรม

แล้วการฉกฉวยทางวัฒนธรรมทำให้เกิดข้อดีขึ้นบ้างไหม 

ในความเป็นจริงแล้ว Cultural appropriation  พอจะมีทางใช้งานที่เกิดประโยชน์ได้บ้าง แต่จะเป็นเรื่องดีหรือไม่นั้นต้องดูจากตัวอย่างที่ยกมานี้ เรื่องของพิธีกรผิวสี ที่ไม่สามารถปล่อยให้ผมตามธรรมชาติของพวกเธอออกสู่สายตามสาธารณะชนผ่านจอทีวีได้ เพราะสถานีโทรทัศน์ส่วนใหญ่จะมีนโยบายในการ เตือนพิธีกรหญิงผิวสีในการปรับภาพลักษณ์ให้เหมาะสมกับการเป็นพิธีกร และ ทำให้ พิธีกรหญิงผิวสี ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อทำให้ผมของพวกเธอนั้นเหยียดตรง หรือ มีลักษณะเดียวกับผม ของพิธีกรหญิงผิวขาว

ลักษณะดังกล่าวคือ Culture Appropriation เช่นกันแต่เป็นการบังคับเพื่อให้คนจากอีกวัฒนธรรมหนึ่งเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมของตัวเอง โดยที่พวกเธอไม่ได้มีความเต็มใจ และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมต้องฝืนธรรมชาติที่พวกเธอเป็น แต่สุดท้ายพวกเธอก็ต้องทำเพื่อรักษาหน้าที่การงานของตัวเอง และ ได้เข้าไปอยู่ในสังคมการทำงานที่พวกเธอต้องการ

ทำไมการฉกฉวยทางวัฒนธรรมมักจะเกิดดราม่าเสมอ 

เนื่องจาก “การฉกฉวยทางวัฒนธรรม” นั้นเกิดขึ้นจากความไม่รู้ ความไม่เข้าใจอย่างแท้จริงต่อวัฒนธรรม ประเพณี หรือ ความเชื่อในสังคมอื่น เมื่อมีความพยายามนำเอาวัฒนธรรมอื่นข้ามมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับผลิตภัณฑ์ หรือ สินค้าของตนเอง จึงมักเป็นการมองแบบมิติเดียวโดยคิดแค่ว่า สวย หรือ ฟังแล้วสะดุดหู แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ไม่ได้รู้สึกพอใจหรือเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย

ตัวอย่างเช่น การเดินแบบของแบรนด์ชุดชั้นในชื่อดังแบรนด์ วิคตอเรีย ซีเครท ในปี 2017 ที่นำเอาเครื่องหัวของชนเผ่าอินเดียนแดง ให้นางแบบสวมใส่ ก็กลายเป็นดราม่าที่สร้างความไม่พอใจให้กับชาวพื้นเมืองอินเดียแดง ที่อยู่ในอเมริกา หรือ ล่าสุดเมื่อแบรนด์แฟชั่นดังอย่าง กุชชี่ ที่เอาผ้าโพกหัวของชาวซิกข์ มาผลิตเป็นหมวกเพื่อขาย ทำให้ชาวซิกข์นั้นไม่พอใจ เพราะ Sikh Turban สำหรับชาวซิกข์ นั้นไม่ใช่หมวก แต่เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา  ซึ่งก็อยู่ในลักษณะเดียวกับที่ คิม คาร์เดเชี่ยน นั้นพยายามจะใช้ชื่อแบรนด์ของตนเองว่า “กิโมโน” จนท้ายที่สุดเธอต้องออกมาประกาสว่ากำลังทบทวนและจะเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นสำหรับชุดกระชับสัดส่วนของตนเอง

สถานการณ์ในอนาคตของ “การฉกฉวยทางวัฒนธรรม” 

ณ เวลานี้ ยังไม่มีกฎหมายใดสามารถลงโทษ หรือ บังคับใช้ไม่ให้เกิด “การฉกฉวยทางวัฒนธรรม” ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนในสังคมที่ออกมาแสดงความพอใจ หรือ ไม่พอใจ และ สร้างความกดดัน ให้กับผู้ที่นำเอาวัฒนธรรมไปใช้อย่างผิดๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่ออกมาต่อต้าน “การฉกฉวยทางวัฒนธรรม” นั้นเป็นกลุ่มใหญ่พอหรือไม่ หากมีเป็นเีพียงเสียงเล็กๆ ที่ไม่ได้มีพลังมากนักในสังคม ก็อาจไม่ต่างจากกรณีของ ชาวอินเดียนแดง ในอเมริกา ที่พยายามจะให้ ทีมอเมริกัน ฟุตบอล วอชิงตัน เรดสกินส์ (Red Skins) ที่มีความหมายทิ่มแทงใจพวกเขา เพราะคำว่า Red Skins นั้นหมายถึงการล่าหัวชาวอินเดียนแดงในอดีต ซึ่งกรณีดังกล่าว เสียงของชาวอินเดียนแดง ก็ต้องพ่ายให้กับ ระบบทุนนิยมอยู่ดี