วงการภาพยนตร์ไทย ช่องทางหารายได้ที่คนไม่ให้ความสำคัญ

ช่วงนี้ประเด็นเรื่องศิลปะและบันเทิงดูเป็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจจริงๆ หลังจากที่ผู้กำกับหนังได้ออกมาพูดเกี่ยวกับการให้การสนับสนุนของรัฐบาลต่อหนังไทยที่ยังไม่ดีพอ ทำให้เกิดการถกเถียงกันของผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถูกบ้างผิดบ้างก็ถือว่าได้ตีแผ่เรื่องบางอย่างให้เราได้รับรู้และฉุกคิดกัน

เลยได้ไปลองหาดูว่าหนังไทยได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลบ้างรึเปล่า? อันนี้มองจากคนธรรมดานอกวงการ คนที่ไม่เคยอยู่ในกองถ่าย หรือติดต่อประสานงานอะไรเรื่องนี้เลย ทำให้แอบตกใจว่าในช่วงหลัง คือสองสามปีที่ผ่านมา งบประมาณที่กระทรวงวัฒนธรรมแบ่งมาสนับสนุนหนังไทย ลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย

งบประมาณที่รัฐให้ มันพอมั้ย?

เราจะเจอข่าวจากเมื่อปี 2553 ว่ารัฐบาลตั้งงบประมาณถึง 200 ล้านบาทให้ผู้ทำหนังได้ส่งโปรเจคเสนอเพื่อขอทุนได้ ซึ่งจะเฉลี่ยกันไปแล้วแต่เรื่อง แต่เมื่อเราดูข่าวในปี 2559-2560 จะเห็นว่างบประมาณสนับสนุนภาพยนตร์ลดลงมาเหลือแค่ 15 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับงบประมาณกระทรวงวัฒนธรรมที่มีถึงกว่า 7,700 ล้านบาท เท่ากับว่างบประมาณสนับสนุนหนังคิดเป็นเพียง 0.19 % ของงบประมาณ!

บางคนอาจจะคิดว่า แล้วหนังมีความจะเป็นอะไร ทำไมรัฐบาลต้องให้งบ? หรือหนังบางเรื่องก็หาทุนเองได้ ไม่เห็นต้องรอให้รัฐบาลมาสนับสนุนเลย มีเรื่องอื่นที่เดือนร้อนเร่งแก้ไขอีกตั้งเยอะ ก็ควรจะเอาเงินไปลงกับตรงนั้นมากกว่า

อันนี้ก็ไม่ผิด เพราะจริงๆ แล้วหนังก็ไม่ถือเป็นปัจจัยสี่ในการดำเนินชีวิต หรือเอาง่ายๆ คือไม่มีก็ไม่ตาย แต่เราอาจจะลืมมองผลตอบรับและสิ่งที่จะตามมาถ้าวงการหนังไทย และวงการบันเทิงมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

ทำไมต้องสนับสนุนหนังไทย?

มองง่ายๆ อย่างประเทศเกาหลี ที่อุตสาหกรรมบันเทิงสามารถไปไกลระดับโลกได้ไม่อายใคร นั่นเป็นเพราะเค้าจริงจังกับการสร้างไอดอล และมีทางคอยซัพพอร์ตอยู่ตลอดเวลา เราจะเห็นว่านักร้องเกาหลีกว่าจะออกมาเป็นวงได้ บางคนฝึกหัดอยู่ 5 ปี บางคนอาจจะเกิน 10 ปีด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าเป็นปกติ แต่เมื่อเค้าสร้างวงออกมามันมีทางไปต่อ อย่างเช่นรายการเพลงต่างๆ ที่มีแทบทุกวัน วงการภาพยนตร์ และละคร ที่พัฒนาไม่ซ้ำซาก ไม่น่าเบื่อ ทำให้มันคุ้มที่จะลงทุน และได้รายได้กลับมาเป็นกอบเป็นกำ

พอหันกลับมามองวงการบันเทิงไทยแล้วก็เศร้าใจแปลกๆ ที่เรายังคงทำอะไรซ้ำไปซ้ำมา ทำพล็อตเดิมๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องที่เข้าใจง่าย หรือ Mass มันขายได้ง่ายกว่า กับอีกอย่างหนึ่งคือเนื้อหาบางอย่างที่โดนควบคุมจากกองเซนเซอร์นั่นเอง ทำให้ต้องเพลย์เซฟไว้ก่อน

นี่คือสิ่งที่น่าเศร้า เพราะถ้าเราเข้าใจพลังของสื่อพวกนี้ที่สามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักได้ในอีกทาง และสร้างชื่อให้ประเทศในฐานะประเทศหนึ่งที่มีภาพยนตร์ที่ดี ก็คงจะดีเหมือนกัน และสิ่งที่จะตามมาภายหลังถ้าเราทำอะไรได้เป็นระบบ นั่นก็คือการท่องเที่ยว เราดูซีรีส์เกาหลีและอินกับมันมาก เรายังซื้อตั๋วเดินทางไปเที่ยวเกาหลีกันเลย และถ้าเราสามารถทำแบบนั้นกับหนังไทย ละครไทยได้ ดันให้มันเป็นอีกหนึ่งทางหารายได้ ทำให้ดี แล้วทำไมคนอื่นเค้าจะไม่อยากมา?

กระแสหนึ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือ ออเจ้ากันทั้งเมือง หรือละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่โด่งดังจนสามารถทำให้คนแต่งชุดไทยออกไปเที่ยววัดเก่า โบราณสถานทั่วประเทศ แถมยังถามหาขนมไทยกันให้ควั่ก นั่นเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่า ทำไมเราควรสนับสนุนวงการบันเทิงและภาพยนตร์ไทย

ถ้าลองมองแบบนี้กับวงการศิลปะด้วย เราก็จะได้เห็นสิ่งที่คล้ายๆ กัน นั่นคือความไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ

ทำให้เราหันไปมองตัวอย่าง หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ ที่ได้งบประมาณลงทุนไปกว่าหมื่นล้านบาทในการสร้างและพัฒนา ซึ่งถ้าเรามองให้มันเป็นสิ่งถาวร ทำให้ดีมีมาตรฐาน ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่รักงานศิลปะเข้ามาในประเทศได้ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยศิลปวัฒนธรรมไทยประเพณี (Thai Traditional Art) และศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ไปพร้อมๆ กัน