
กลายเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจไทยและวงการกีฬาไม่น้อย หลังมีรายงานว่า “นายวิชัย ศรีวัฒนประภา” มหาเศรษฐีอันดับ 5 ของไทย (ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 1.625 แสนล้านบาท) ในปี 2018 ตามการจัดลำดับของนิตยสารฟอร์บส์ ผู้เป็นประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ เสียชีวิตลงแล้ว หลังเฮลิคอปเตอร์ที่เขาโดยสารตกลงกลางลานจอดรถข้างสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยมของทีมเลสเตอร์ซิตี้ เมื่อคืนวันเสาร์ (27 ตุลาคม 2018) ที่ผ่านมา
แม้นายวิชัย ศรีวัฒนประภา จะจากไป แต่นักธุรกิจวัย 60 ปีคนนี้ ได้ทิ้งภาพความสำเร็จที่น่าสนใจมากมายไว้ให้เรียนรู้และศึกษากัน โดยเฉพาะความสำเร็จของมหาเศรษฐีไทย ที่สามารถพาทีมเลสเตอร์ซิตี้ หรือ จิ้งจอกสยาม (ฉายาในประเทศไทย) คว้าแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดของเกาะอังกฤษ “พรีเมียร์ลีก” เมื่อปี 2016 ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา
แต่กว่าจะมาถึงวันแห่งความสำเร็จ ลองมาดูกันว่า นายวิชัย ศรีวัฒนประภา และสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง

สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ก่อนเจ้าพ่อคิง เพาเวอร์ เข้ามากอบกู้สถานการณ์
สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ หรือ จิ้งจอกสีน้ำเงิน (ฉายาในประเทศอังกฤษ) เป็นสโมสรฟุตบอลเก่าแก่อีกหนึ่งสโมสรของอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 1884 (มีอายุกว่า 134 ปี) มีประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลานในลีกต่าง ๆ ของอังกฤษมาอย่างยาวนาน ก่อนตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายหนักถึงขั้นหล่นลงลีกวัน ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มยุคมืดของเลสเตอร์ซิตี้อย่างเต็มตัว กระทั่งปี 2010 นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้เข้ามาซื้อกิจการของสโมสรเลสเตอร์ซิตี้
เมื่อเจ้าพ่อคิง เพาเวอร์ เข้ามาประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้เต็มตัว
ในช่วงแรก นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ถือหุ้นสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ เพียง 51% ก่อนในปีเดียวกัน ได้เข้าถือหุ้นเพิ่มเป็น 100% มีมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดอยู่ที่ราว 40 ล้านปอนด์ ต่อมา ในปี 2011 นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ อย่างเต็มตัว
ซึ่งหลังที่นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของบริษัท คิง เพาเวอร์ เข้ามาดูสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ได้เพียง 4 ปี ก็สามารถพาเลสเตอร์ซิตี้ กลับคืนสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษ อย่าง “พรีเมียร์ลีก” อีกครั้งในฤดูกาล 2013-2014 ด้วยฐานะแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิป และความสำเร็จครั้งนี้ ทำให้แฟนบอลทั่วโลกได้รู้จักชื่อของ “เลสเตอร์ซิตี้” จนกลายเป็นอีก 1 สโมสรที่มีแฟนคลับคอยซับพอร์ตมากไม่แพ้สโมสรดังอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี หรืออาร์เซนอล

เส้นทางเทพนิยายลูกหนังของเลสเตอร์ซิตี้
ฤดูกาล 2014-2015 เลสเตอร์ซิตี้ ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา นักธุรกิจชาวไทย ได้สร้างปาฏิหาริย์ด้วยการโกงความตาย ด้วยการพาทีมที่เกือบจะตกชั้น ทั้งที่เพิ่งกลับขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลแรกให้อยู่รอด และในฤดูกาล 2015-2016 เลสเตอร์ซิตี้ ได้สร้างปรากฏการณ์ให้แฟนบอลทั้งโลกได้จดจำ หลังพา “เลสเตอร์ซิตี้” สโมสรหนีตกชั้น คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อย่างยิ่งใหญ่
เรียกว่า หลังจากที่นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เข้ามาเป็นประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ อย่างเต็มตัว ก็ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ตนต้องการนำทีมไปสู่ความสำเร็จ เพื่อให้เลสเตอร์ซิตี้ เป็นสโมสรที่น่าภูมิใจ และเป็นมรดกที่สมบูรณ์ของชาวเมืองเลสเตอร์ ไม่ใช่การเข้าซื้อสโมสร เพื่อมุ่งนำทีมไปขายต่อ ดั่งเช่นที่เคยเกิดขึ้นในสโมสรฟุตบอลอื่น ๆ
ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเลสเตอร์ซิตี้
แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากความมุ่งมั่นแล้ว นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ยังเลือกสร้างความสำเร็จกับทีมเล็ก ๆ อย่างเลสเตอร์ซิตี้ ด้วยการใช้ “เงิน” เพื่อพัฒนารากฐานของทีมเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นสนามซ้อม ห้องฟิตเนส ห้องฟื้นฟูสภาพร่างกาย การซื้อนักเตะที่มีชื่อเสียงเข้ามาเสริมทีม หรือการหาผู้จัดการทีมคนใหม่ พร้อมทีมงาน เพื่อพาทีมไปสู่จุดที่ต้องการ
รวมถึงการตอบแทนรูปแบบต่าง ๆ ให้แก่ “แฟนบอล” หรือ “กองเชียร์” ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนทีมมาโดยตลอด ด้วยความเชื่อว่า ถ้าทีมจะประสบความสำเร็จได้ ฐานต้องแข็งแรง
และไม่มีเพียงการสร้างความแข็งแกร่งให้เลสเตอร์ซิตี้ เท่านั้น นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ยังมีความคิดพัฒนาศักยภาพให้กับ “นักเตะเยาวชนไทย” ด้วยการทำโครงการ “จิ้งจอกสยาม อะคาเดมี” คัดเลือกเด็กไทยอายุไม่เกิน 16 ปี จำนวน 16 คน ไปฝึกซ้อมอยู่ในระบบเยาวชนของทีมเลสเตอร์ซิตี้ เป็นเวลา 2 ปี และหากใครมีผลงานเข้าตา ก็จะถูกส่งไปเล่นในทีมลีกยุโรปอีก 1 ปี เพื่อเพิ่มโอกาสในการคว้า “เวิร์กเพอร์มิต” สำหรับค้าแข้งกับทีมชุดใหญ่
หนึ่งในแนวคิด ที่นำทีมเลสเตอร์ซิตี้ไปสู่ความสำเร็จ
นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้วางแนวคิดในการทำทีมเลสเตอร์ซิตี้ ไว้ตั้งแต่ช่วงแรกที่พาสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ขยับขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกว่า
“ขอแค่อยู่รอดในพรีเมียร์ลีก จากนั้นค่อยขยับเป้าหมายให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ และต้องมั่นใจว่า เราต้องทำได้ แล้วยิ่งเลสเตอร์ซิตี้ อยู่บนลีกสูงสุดนานขึ้น นักเตะฝีเท้าดีก็อาจตัดสินใจย้ายมาเล่นให้เลสเตอร์ซิตี้ ได้แบบไม่ยาก”
ข้อมูลจาก dailymail.co.uk






























