วันพุธที่ 17 ตุลาคมนี้ จะเข้าสู่ช่วงเวลามหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 23 ซึ่งจะมียาวไปจนถึงวันที่ 28 ตุลาคม ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือว่าเป็นช่วงเวลาดีที่จะไปหาหนังสือหายาก หรือหนังสือราคาไม่แพงจากทุกสำนักพิมพ์ในเมืองไทย เพราะนอกจากจะเอาสต๊อกหนังสือเก่ามาขายในราคาถูกกว่าปกแล้ว นักเขียนและสำนักพิมพ์ก็จะใช้เวลาช่วงนี้ในการเปิดตัวหนังสือใหม่ด้วยเช่นกัน และใครที่มีนักเขียนในดวงใจ ก็จะมีโอกาสได้พบปะตัวจริงขอให้เซ็นหนังสือให้ได้ก็ในงานนี้ละค่ะ
และด้วยเหตุของมหกรรมหนังสือระดับชาติ ทางเว็บมาสเตอร์ เลยขอให้ผู้เขียนรีวิวหนังสือน่าซื้อสำหรับช่วงเวลาแบบนี้เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่ไปเดินในงานได้ไปหาซื้อมาอ่าน ตอนรับโจทย์มาก็หนักใจไม่น้อย เพราะเอาเข้าจริงแล้วแนวหนังสือที่ชอบของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางเล่มคุณอาจไม่สนใจเลย หรือบางเล่มคุณอาจจะรู้สึกอยากอ่าน หรือบางเล่มก็เป็นหนังสือเก่า ซึ่งเอาเข้าจริงก็ต้องค้นหากันหน่อยในงาน ดังนั้น หนังสือที่จะแนะนำในครั้งนี้ ก็จะของแบ่งเป็น 4 แนวทางแล้วกัน

หนังสือแนวพัฒนาตนเอง
เป็นหนังสือที่คละกันมาทั้งสำนักพิมพ์ และนักเขียน สำหรับคนที่ชอบแนวพัฒนาตัวเองแบบเกาหลีซึ่งเขียนโดยนักเขียนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อย่างคิมรันโด มีมาแนะนำสองเล่ม คือ “พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่” และ “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” ทั้งสองเล่ม เหมาะกับคนที่กำลังจะเรียนจบและเริ่มทำงาน การก้าวข้ามเส้นบาง ๆ ระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่นั้น บางทีได้ตัวช่วยแบบสองเล่มนี้ ก็ทำให้รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาไม่น้อย
ส่วนอีกเล่ม เป็นนักเขียนอเมริกันอย่างมาร์ค เมนสัน ผู้ที่มาพร้อมกับกับ “ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแม่ง” แต่ไม่ได้หมายถึงช่างแม่ง หรือไม่สนใจแม่ง แต่เป็นการช่างแม่งแบบมองโลกในมุมกลับเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น และอีกสองเล่ม ที่ต้องซื้อคู่กัน คือ เล่มสีชมพู “จะเล่าให้คุณฟัง” และ “จะเล่าเป็นเพื่อนคุณ” โดย ฆอร์เฆ่ บูกาย เป็นหนังสือเพื่อสร้างความเข้าใจในตัวเอง และเอาชนะเสียงที่อยู่ในหัวเรา ทางสำนักพิมพ์ผีเสื้อสเปนน่าจะนำมาวางคู่กันขอให้ซื้อทั้งสองเล่มและอ่านต่อกัน วิธีคิดคุณจะเปลี่ยนได้จริง ๆ
สองเล่มสุดท้ายคือ “วิธีเดินทางกับปลาแซลมอน” ของสำนักพิมพ์อ่านอิตาลี และ “ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว” ของ คนโด มาริเอะ เป็นหนังสือที่จะเปิดมุมมองของคุณกับการดำเนินชีวิต และตรรกะการใช้ชีวิตในสังคม


หนังสือแปลและวรรณกรรม
คนที่ชอบนิยายแนวการเมืองของโลกอนาคต “1984” ของจอร์จ ออร์เวลล์ ที่ถูกนำกลับมาตีพิมพ์อีกครั้งโดยแอร์โรว์ คลาสสิกบุ๊คส์ ยังคงเป็นหนังสือที่ควรซื้อหามาอ่านจินตนาการของนักเขียนชื่อดัง ที่บางเหตุการณ์ใน “1984” อาจทำให้คุณรู้สึกว่าบางช่วงของหนังสือนั้นคล้ายกับสิ่งที่คุณเจอในปัจจุบัน
สำหรับ “ปาฎิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” เคยเขียนรีวิวไว้แล้วลองไปหาอ่านกัน และในงานหนังสือฯ ครั้งนี้ นับเป็นโอกาสดีที่จะได้จับจองเป็นเจ้าของ เช่นเดียวกับ “เปเรย์รา ยืนยัน” อีกหนึ่งเรื่องแปลจาก อ่านอิตาลี เป็นเรื่องสั้นที่เสียดสีการเมืองที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดของเปเรย์รา ที่สะเทือนมาถึงดินแดนแถบนี้เลยทีเดียว
อีกหนึ่งเล่มที่เป็นหนังสือแปล คือ “ฆาตกรรมชำนาญ” ไม่ใช่นวนิยาย ไม่ใช่เรื่องสั้น แต่เป็นการตอบคำถามวิธีการตายที่จะเกิดขึ้นในนวนิยายว่า มีความเป็นไปได้ทางการแพทย์มากน้อยแค่ไหน คนที่ชอบนิยายแนวสืบสวนสอบสวน หรืออยากเป็นนักเขียนแนวนี้ ลองหาซื้อมาอ่าน รับรองว่าคุณจะได้ความรู้ไม่น้อยเลยทีเดียว
วรรกรรมมีด้วยกันสามเล่ม เรื่องแรก “หยดน้ำตาสยาม” ช่วงเวลาที่ไทยต้องเสียดินแดนบางส่วนให้กับฝรั่งเศสที่เป็นนิยายจากนักเขียนต่างชาติ อีกเล่ม “เรื่องเล่าของสาวรับใช้” นิยายที่จินตนาการภาพในอนาคตของมนุษย์ได้อย่างน่ากลัวแต่น่าติดตาม และสุดท้ายเพิ่งได้ซีไรต์หมาด ๆ กับ “พุทธศักราชอัสดงกับความทรงจำของแมวกุหลาบดำ” ไม่ได้สนุกเพราะมีรางวัลประดับ แต่วิธีการเล่าเรื่องของ วีรพร นิติประภา จะทำให้คุณอึ้งกับโศกนาฎกรรมของครอบครัวนี้
หนังสือประวัติศาสตร์
ใครบอกว่าประวัติศาสตร์น่าเบื่อ ขอให้หาสี่เล่มนี้มาอ่านแล้วคุณจะติดใจประวัติศาสตร์ เล่มแรก “นิทานโบราณคดี” หนึ่งในหนังสือที่คุณควรอ่าน พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นเรื่องเล่าจากเรื่องจริงที่จะทำให้คนอ่านได้รู้ถึงในสิ่งที่อาจไม่เคยรู้จากการเรียนประวัติศาสตร์เลย อีกเล่มงานบันทึกของ หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” เป็นประวัติศาสตร์ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริง
ส่วน “วาทะเจ้านายเล่าประวัติศาสตร์” งานของศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย เป็นการขยายความจากคำพูดของเจ้านายในแต่ละยุคสมัย ที่ได้สะท้อนเรื่องราวในเวลานั้นออกมา และเล่มสุดท้าย ถ้าใครสนใจประวัติศาสตร์พม่า ในช่วงที่ต้องเสียเอกราชในยุคล่าอาณานิคมให้กับอังกฤษ “ราชันผู้พลัดแผ่นดิน” คือ การถ่ายทอดเรื่องราวในช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจนที่สุด
หนังสือประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจไทย
ในสัปดาห์หนังสือฯ ครั้งนี้ คงมีหนังสือประเภทให้เงินทำงาน รวยด้วยหุ้น อยู่เต็มแผง แต่เอาเข้าจริงแล้ว แมงเม่าทั้งหลายควรศึกษาประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการเงินของไทยกันหน่อย มีแนะนำอยู่สามเล่ม “ต้องแพ้เสียก่อนจึงจะชนะได้” หนังสือที่สนธิ ลิ้มทองกุล เขียนถึงความรุ่งเรืองและล่มสลายของเครือเอ็มกรุ๊ป ในช่วงวิกฤตการเงินปี 40
เป็นหนังสือที่ต้องอ่านคู่ไปกับ “ความจริง บีบีซี” โดยเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ (ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) และ เล่มสุดท้าย “สดุดีคนอื่น” โดย ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติกับหนังสือที่ทำให้หลายคนอาจสะดุ้งไปกับการทบทวนประวัติศาสตร์ที่ “คุณชายเต่า” ได้ประสบพบเจอมา
































