
นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ถ้าอ่านจากนักเขียนไทยจะได้ความรู้สึกละมุนเหมือนอาหารไทย แต่ถ้านวนิยายอิงประวัติศาสตร์ไทย เขียนโดยนักเขียนต่างชาติ คุณคิดว่าจะให้ความรู้สึกแบบไหน คำตอบจากคนที่อ่าน “หยดน้ำตาสยาม” ผลงานของ แคลร์ คีฟ ฟ๊อกซ์ นักเขียนลูกครึ่งอเมริกัน-ฝรั่งเศส อย่างเราคือ “สนุกชนิดวางไม่ลง”
สัปดาห์นี้ขอนำเอานวนิยาย ที่เขียนถึงเมืองไทยในช่วง ร.ศ. 112 อันเป็นช่วงเวลาที่เมืองไทยต้องต่อสู้กับการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส ผ่านสายตาของชาวต่างชาติ ที่มีเชื้อสายฝรั่งเศสและอังกฤษอยู่ในตัวอย่าง แหม่มชุลี หรือ ครูจูลี่ ที่ทำให้คนอ่านอย่างเราเห็นว่า ในยุคสมัยที่ไทยต้องต่อสู้เพื่อไม่ให้สูญเสียเอกราชให้กับจักรวรรดิ์ นั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ คณะทำงานของไทยต้องต่อสู้อย่างหนักขนาดไหน และยินยอมเสียดินแดนบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส อันทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงเสียพระทัยยิ่ง
ในนวนิยายเล่มนี้ได้เล่าถึงช่วงเวลาสำคัญดังกล่าวผ่านท่าง จูลี่ สาวลูกครึ่งฝรั่งเศส – อังกฤษ ที่มาพักกับญาติหนุ่มชาวอังกฤษที่มีความลับส่วนตัวต้องเก็บซ่อนเอาไว้อย่างไมเคิล นักการทูตหนุ่มอนาคตไกลของสถานทูตอังกฤษประจำบางกอก อันทำให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยในการดำเนินการทางการทูต เพื่อรักษาเอกราชของชาติเอาไว้ รวมไปถึงกุศโลบายของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงเสด็จประพาสยุโรป เพื่อแสดงให้ฝรั่งเศสเห็นว่าแม้ว่า สยาม ในเวลานั้นจะเป็นชาติเล็กๆในดินแดนอุษาคเนย์ แต่สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างราชวงศ์ไทยกับ ราชวงศ์ของชาติมหาอำนาจและทำให้ฝรั่งเศสต้องหยุดความพยายามในการเอาสยามเป็นเมืองขึ้นเหมือนดังเช่นทำกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้
แม้ว่าเรื่องราวที่นำเสนอในนวนิยายเรื่องนี้จะเป็นมุมมองของนักเขียนชาวต่างชาติ แต่แคลร์ คีฟ-ฟ๊อกซ์ ก็ถ่ายทอดออกมาให้เห็นภาพที่ชัดเจน ทั้งภาพของเมืองบางกอกในเวลานั้น ความเป็นอยู่ของผู้คน ความเชื่อของคนไทย รวมไปถึงโรงแรมโอเรียนเต็ลอันเป็นศูนย์รวมชาวต่างชาติในบางกอก ณ เวลานั้น รวมไปถึงเรื่องราวในสังคมของชาวต่างชาติของเมืองบางกอก ที่มีความสลับซับซ้อนไม่แพ้สังคมของคนไทย
“จูลี่เคยคิดเสมอว่า หมวกกะลาสีฝรั่งเศสที่ปราดเปรียวนั้นดูมีความสุขและร่าเริง แต่เมื่อเห็นครั้งนี้กลับทำให้เธอรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนักเธอตระหนักขึ้นมาในขณะนั้นว่า เรือจากประเทศฝรั่งเศสของเธอเองกำลังคุกคามบางกอก”
ลองหามาอ่านกันดูนะคะสำหรับนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ สมัย ร.ศ. 112 ที่มีชื่อภาษาไทยว่า “หยดน้ำตามสยาม” แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่มีชื่อว่า “Siamese Tears” แปลโดยคุณสุมาลี แม้ว่าจะเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ แต่เรื่องราวทั้งหมดดำเนินไปอย่างสนุก และ เข้ากันเป็นเนื้อเดียวจนน่าจะทำให้คุณผู้อ่าน สามารถอ่านจบได้ภายในวันเดียว






























