Home Trending Story Trend ในประเทศ อำนาจ สิทธิพิเศษ เสียงสะท้อนความอยุติธรรม

อำนาจ สิทธิพิเศษ เสียงสะท้อนความอยุติธรรม

“สองมาตรฐาน” “สิทธิพิเศษ” “เลือกปฏิบัติ”

คำเหล่านี้ ได้กลายเป็นหนึ่งในคำยอดนิยมของสังคมไทย เมื่อต้องการสื่อความหมายถึงคดีดังที่มีจำเลยเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นทายาทตระกูลดัง หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็ได้เกิดคดีดัง ซึ่งกำลังถูกจับตามองจากสังคมอย่าง “คดีล่าหมีขอ” ว่าเหตุใดกัน คดีล่าสัตว์ป่าถึงได้เกิดขึ้นอีก ทั้ง ๆ ที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพิ่งเกิดคดียิงเสือดำ

และวันนี้ Tonkit360 อาสาพาไปดูคดีดังทั้ง 2 คดี ว่ามีความคล้ายคลึงเช่นไร พร้อมทั้งไขข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงได้เกิดคดีหมีขอขึ้นอีก

ภาพจาก FB : Tuchphol Pholthaworn, chiangmainightsafari.com

จุดเริ่มต้นของคดีล่าสัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์

คดีนายเปรมชัย กรรณสูต CEO อิตาเลียนไทย เข้าป่าล่าเสือดำ

ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ได้เกิดคดีเสือดำทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ซีอีโออิตาเลียนไทย และพวก 3 คน ได้ในขณะกำลังลักลอบล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ฝั่งตะวันตก จ.กาญจนบุรี โดยพบซากสัตว์ป่าคุ้มครอง อาทิ เสือดำ เก้ง และไก่ฟ้าหลังเทา พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก และคดีของนายเปรมชัยนี่เอง ที่ทำให้เกิดกระแสกดดันทางสังคม รวมถึงรณรงค์ให้บอยคอตกิจการของบริษัทอิตาเลียนไทย ที่สำคัญยังเป็นที่มาของ #เสือดำต้องไม่ตายฟรี อีกด้วย

คดีนายวัชรชัย สมีรักษ์ ปลัดป้องกันอำเภอด่านมะขามเตี้ย ล่าหมีขอ

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค บุกรวบนายวัชรชัย สมีรักษ์ (ปลัดแมน) ปลัดป้องกันอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนร่วมคณะรถออฟโรด รวม 12 คน ขณะอยู่ในพื้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติไทรโยค (เขาพลู) หลังตรวจพบซากหมีขอที่ตัดแยกเป็น 4 ขา พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุน หลังถูกจับกุมนายวัชรชัย ยืนยันว่า ซากหมีขอที่พบนั้น เป็นของกลุ่มเพื่อนที่รับซื้อมาจากชาวบ้านอีกทีหนึ่ง

** สำหรับ “หมีขอ” เป็นสัตว์ตระกูลชะมด ซึ่งมีอยู่ในบัญชีรายชื่อ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส

ข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แจ้งความดำเนินคดี

สำหรับทั้ง 2 คดีนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำความผิดในคดี ดังนี้

คดีเสือดำ นายเปรมชัย กรรณสูต

1. ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยมิได้รับอนุญาต
2. ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยมิได้รับอนุญาต
3. ฐานร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยมิได้รับอนุญาต
4. ฐานร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยมิได้รับอนุญาต
5. ฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้นซากของสัตว์ป่า โดยการกระทำผิดกฎหมาย
6. ฐานนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า โดยมิได้รับอนุญาต
7. ฐานร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า โดยมิได้รับอนุญาต
8. ฐานกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาต
9. ฐานร่วมกันพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุอันควร
10. ฐานทารุณกรรมสัตว์ โดยไม่มีเหตุอันควร

คดีหมีขอ นายวัชรชัย สมีรักษ์

1. ฐานร่วมกันเก็บหานําออกไป ทําด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทําให้เสื่อมสภาพ ซึ่งไม้ ยางไม้ น้ำมันยาง น้ำมันสน แร่ หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ
2. ฐานร่วมกันนําสัตว์ออกไป หรือทําด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์
3. ฐานร่วมกันนํายานพาหนะเข้าออก หรือขับขี่ยานพาหนะ ในทางที่มิได้จัดไว้เพื่อการนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่
4. ฐานร่วมกันนําเครื่องมือสําหรับล่าสัตว์หรือจับสัตว์ หรืออาวุธใด ๆ เข้าไป เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ และปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้อนุญาตนั้นกําหนดไว้
5. ฐานร่วมกันล่าหรือพยายามล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง เว้นแต่เป็นการกระทํา โดยทางราชการที่ได้รับยกเว้น
6. ฐานร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าสงวน หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง เว้นแต่จะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่กําหนดตาม มาตรา 17 ที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าดังกล่าว และต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี
7. ฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้นซากของสัตว์ป่า โดยการกระทำผิดกฎหมาย
8. ฐานกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาต
9. ฐานครอบครองอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนที่ใช้ในราชการสงคราม

ข้อกล่าวหาที่อัยการมีคำสั่งฟ้อง

คดีเสือดำ นายเปรมชัย กรรณสูต

เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา อัยการภาค 7 ได้ส่งฟ้องนายเปรมชัย กรรณสูต ต้องหาคดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ รวม 6 ข้อหา จากความผิด 10 ข้อหา ประกอบด้วย

  1. ฐานร่วมกันพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุอันควร
  2. ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยมิได้รับอนุญาต
  3. ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยมิได้รับอนุญาต
  4. ฐานร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยมิได้รับอนุญาต
  5. ฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้นซากของสัตว์ป่า โดยการกระทำผิดกฎหมาย
  6. ฐานกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาต
คดีหมีขอ นายวัชรชัย สมีรักษ์

ขณะที่คดีหมีขอ ของนายวัชรชัย หรือปลัดแมนนั้น ยังคงอยู่ระหว่างที่พนักงานสอบสวน ดำเนินการสอบสวน และค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนทำสำนวนคดีส่งให้อัยการพิจารณาว่า จะสั่งฟ้องหรือไม่ และถ้าสั่งฟ้อง จะสั่งฟ้องในข้อหาใดบ้าง

แต่ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ลงนามในหนังสือให้นายวัชรชัย และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) อีก 2 คน ออกจากราชการไว้ก่อน ระหว่างรอการสอบสวนว่าผิดจริงหรือไม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เหตุใดจึงเกิดคดีล่าสัตว์ป่าขึ้นอีก

หลายคนคงสงสัยว่า เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีคดีดังอย่าง “คดีล่าเสือดำ” เกิดขึ้นแล้ว เหตุใดจึงได้เกิดคดีล่าหมีขอขึ้นอีก ทั้งผู้กระทำผิดยังเป็นเจ้าพนักงานของรัฐอีกด้วย ส่วนเหตุผลที่ยังคงมีคนกล้ากระทำผิด อาจเป็นเพราะ…

ผู้กระทำผิดในคดีเป็นผู้มีอำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่

เนื่องจากคดีเสือดำที่นายเปรมชัยและพวก ตกเป็นจำเลยในคดีนับตั้งแต่วันที่ถูกจับมาจนถึงวันนี้ ทั้งหมดยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าคุกเลย หลายฝ่ายเชื่อว่า อาจเกิดจากที่นายเปรมชัย มีทั้งเงิน และอำนาจมากพอที่จะจ้างทนายดังมาคอยดูแลคดี จนทำให้ตนและพวกไม่ต้องถูกจำคุก แม้ว่าตอนที่ถูกจับกุมจะมีพยานหลักฐานชัดเจนก็ตาม

ขณะเดียวกัน คดีล่าสุดของนายวัชรชัย สมีรักษ์ (ปลัดแมน) นั้น ก็ถือว่า เป็นข้าราชการในพื้นที่ จึงต่างรู้กันดีว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นถือว่า เป็นทั้งผู้มีอำนาจและกว้างขวางพอที่จะมั่นใจได้ว่า หากตนกระทำความผิด น่าจะไม่ถูกลงโทษ เนื่องจากมีทั้งอำนาจและเส้นสายคอยอำนวยความสะดวก

พื้นที่ป่า คือ พื้นที่ลับตา

เชื่อว่าทั้ง 2 คดีนั้น ผู้กระทำความผิดมั่นใจว่า พื้นที่ป่า คือ พื้นที่ลับตา ยามกระทำความผิดก็ยากที่จะหาพยานหลักฐานที่ชัดเจนได้ และยากจะพิสูจน์ความจริง จึงทำให้ข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนตั้งไว้ขาดความรัดกุม ไม่แปลกที่เมื่อสำนวนคดีถูกส่งไปยังอัยการ จะมีข้อกล่าวหาบางส่วนนั้นตกไป

ปฏิเสธไม่ได้ล่าสัตว์ป่า

เมื่อพิจารณาให้ดี พบว่า ทั้งคดีเสือดำและคดีหมีขอนั้น ผู้กระทำความผิดหลักอย่างนายเปรมชัยและปลัดแมน ต่างให้การ “ปฏิเสธว่าไม่ได้ล่าสัตว์” ทั้งยืนยันว่า ไม่ทราบถึงที่มาของซากสัตว์ เนื่องจากทั้ง 2 คดี เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น ขณะที่มีบุคคลหลายคนอยู่รวมกัน ประกอบกับมีพาหนะเดินทางมากกว่าหนึ่ง ย่อมไม่แปลกที่ต่างยืนยันว่า ซากสัตว์ที่พบนั้น ไม่ใช่ของตน แต่เป็นของคณะที่มาด้วยกัน เพราะการพิสูจน์หาเจ้าของซากสัตว์ที่แท้จริงเป็นใครนั้น ถือว่าเป็นเรื่องยาก ที่สำคัญ เมื่อไม่มีพยานหรือพบเห็นขณะกระทำความผิดเปอร์เซ็นต์ที่ผู้กระทำความผิดจะหลุดจากคดี จึงเป็นไปได้สูง

แม้นี่ จะไม่ใช่คดีเดียวกัน แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้กระทำความผิดเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา คดีล่าสัตว์ป่าจะจบที่การจับกุม เพื่อรอการสอบสวน เหมือนดั่งคดีที่เกิดกับบุคคลที่มีชื่อเสียง (มีอำนาจเงินในมือ) หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ?