
หลายคนบอกว่าดอกไม้สีรุ้ง คือ สตรีทแฟชั่นที่นิยมกันมาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว ขณะที่บางคนบอกว่าการติดดอกไม้สีรุ้งนั้นเป็นกระแสในหมู่วัยรุ่นที่ชอบเดินสยาม และมีบางเสียงจากโซเชียลบอกว่า นักร้องเกาหลีติดเจ้าดอกไม้หน้ายิ้มนี้มาก่อนนักร้องไทยเสียอีก
ถ้าจะบอกว่า “ดอกมูรากามิ” คือ รูปแบบความนิยมตามกระแสของวัยรุ่น ไม่น่าจะเป็นประโยคที่สรุปได้ถูกต้องนัก แต่ดอกมูรากามินั้น มีที่มาและเป็นที่มาที่คนที่ชอบ ที่ไม่ชอบ หรือไม่ได้สนใจ ควรจะเอาใจใส่ เพราะเราจะได้ไม่ตัดสิน “ดอกมูรากามิ” ว่า เป็นแค่เข็มกลัดดอกไม้สีรุ้งธรรมดา หากแต่มัน คือ ผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินที่ส่งลายเซ็นของตัวเองเข้าไปยังวงการแฟชั่นได้อย่างน่าชื่นชม
ดอกมูรากามิ โดย ทากาชิ มูรากามิ
ดอกไม้หน้ายิ้มที่ถูกเรียกว่า “ดอกมูรากามิ” เป็นดอกไม้ที่ปรากฎอยู่ในทุกงานของศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า ทากาชิ มูรากามิ ศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากชาวญี่ปุ่น
งานของมูรากามินั้น ไม่ได้หยุดเพียงแค่งานวาดภาพ (Painting) หรืองานปั้น (Sculpture) แต่เขายังใช้แรงบันดาลใจในวัยเด็กที่เป็นแฟนตัวอนิเมชั่น และมังงะตัวยง ผลิตผลงานที่ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่ในแวดวงของงานศิลปะอย่างเดียว หากแต่ยังก้าวข้ามมายังวงการแฟชั่น และมีดอกมูรากามิ เป็นลายเซ็นปรากฎอยู่บนผลิตภัณฑ์แฟชั่นชั้นนำ
ที่ผ่านมา มูรากามิ ได้ทำงานร่วมกับ มาร์ค จาค็อบ หลุยส์ วิคตอง รวมไปถึง VAN แบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าของวัยรุ่น ที่นำเอาดอกมูรากามิ ของ ทากาชิ มูรากามิ ไปเป็นลวดลายปรากฎอยู่บนเสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้าของแบรนด์ดังเหล่านั้น
ดอกมูรากามิ มูลค่าการสร้างสรรค์ของศิลปิน
แบ็คกราวน์คร่าว ๆ น่าจะพอทำให้หลายคนพอจะร้องอ๋อ ได้แล้วว่า “ดอกมูรากามิ” ที่เด็กวัยรุ่นกำลังให้ความนิยมในสมัยนี้นั้น มีสตอรี่ มีที่มา ซึ่งทำให้มูลค่าของเจ้าดอกมูรากามิ มีราคานับพันล้านบาท เมื่อถูกนำไปใช้ร่วมกับแบรนด์หรู นับเป็นมูลค่าการสร้างสรรค์งานของศิลปินที่น่าชื่นชม
หลายคนอาจจะบอกว่า “ดอกไม้แบบนี้ใครก็ทำได้” นั่นก็อาจจริง แต่ถ้าลองคิดย้อนขึ้นไปอีกหน่อยว่า “ดอกไม้แบบนี้ก็ไม่ใช่ใคร ๆ จะออกแบบได้ และสร้างให้เป็นสัญลักษณ์แทนตัวเองดังเช่นที่ มูรากามิ ทำได้” คุณก็จะไม่สงสัยความธรรมดาของมันกับมูลค่าในปัจจุบัน
ศิลปะในงานแฟชั่นไม่ใชกระแส แต่เป็นเรื่องของยุคสมัย
ในบ้านเราอาจตัดสินเด็กวัยรุ่นที่เดินอยู่ในสยามง่าย ๆ ด้วยประโยคที่ว่า “เห่อไปตามกระแส” หรือ “ดอกเป็นพันเอาเงินไปกินข้าวดีกว่าไหม” ถ้าคิดแบบนี้ก็ดูจะเป็นการตัดสินที่ง่ายเกินไป และทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The Devil wears Prada
ถ้ายังพอจะจำกันได้ในฉากที่ มิแรนด้า เพรสลี่ย์ บรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น ชื่อดังกำลังเลือกเสื้อผ้าสำหรับคอลเลคชั่นใหม่ให้กับนิตยสาร แล้วสะดุดกับเสียงหัวเราะของนางเอก
ที่พยายามทำให้เห็นว่าสิ่งที่ มิแรนด้า และสาว ๆ ในกองบรรณาธิการทำอยู่นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ ทำให้มิแรนด้า เพรสลี่ย์ เฉือดนางเอกด้วยไดอะลอกยาวที่ไม่มีคำหยาบแม้แต่คำเดียว แต่เจ็บแสบไปถึงทรวง
“มิแรนด้า พูดถึงเสื้อสเวตเตอร์สีฟ้าคราม ที่นางเอกกำลังใส่อยู่ เสื้อที่นางเอกคิดว่า ทำให้เธอแตกต่างจากสาว ๆ ในที่วิ่งตามแฟชั่น แต่แท้จริงแล้วเสื้อสเวตเตอร์สีฟ้าครามที่เธอสวมใส่อยู่นั้น มีจุดเริ่มต้นมาจาก ออสก้าร์ เดอ ลา รองต้า ที่ออกแบบเสื้อผ้าด้วยสีฟ้าครามลักษณะนี้ออกมาเป็นคนแรก และมีดีไซน์เนอร์อีกอย่างน้อย 8 คน ใช้สีลักษณะเดียวกันนี้ในการออกแบบ จนท้ายที่สุดสีฟ้าครามแบบที่ออสก้า เดอ ลา รองต้า ออกแบบก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และสิ่งที่นางเอกคิดว่า ตัวเองต่างจากคนอื่นด้วยการไม่วิ่งตามแฟชั่น กลับกลายเป็นเธอกำลังสวมใส่สิ่งที่คนในวงการแฟชั่นเป็นผู้ริเริ่มให้อยู่”
เช่นเดียวกันกับ “ดอกมูรากามิ” มูลค่าแพงของดอกไม้หน้ายิ้มดอกนี้ไม่ได้พุ่งสูงเพียงเพราะมีศิลปินเกาหลี หรือสมาชิกของกลุ่มไอดอลหญิงนำมาติดบนเสื้อผ้าตนเอง หรือเพราะมีแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง มาร์ค จาค็อบ หลุยส์ วิคตอง ใช้ดอกมูรากามิ กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง
แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ “ดอกมูรากามิ” ที่หลายคนบอกว่ามันดูไม่มีมูลค่า แต่กลับมีมูลค่าถึงระดับพันกว่าบาท (ต่อหนึ่งดอก) คือ การสร้างดอกมูรากามิดอกแรก เกิดขึ้นบนโลกใบนี้เหนืออื่นใดเป็นดอกมูรากามิที่สามารถสร้างความนิยมไปได้ทั่วโลก และนั่นคือมูลค่าที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้เลย
ถ้าคุณอยากรู้จัก ทากาชิ มูรากามิ มากกว่านี้ และศิลปินรายอื่นที่ผลงานของพวกเขาถูกนำไปใช้ในวงการแฟชั่น ติดตามบทความเรื่องนี้ได้ ในวันศุกร์ที่ 28 กันยายนนี้






























