เตรียมเรื่องเงินก่อนออกจากงาน…
การเบื่องานไม่ผิดแต่ลาออกโดยไม่คิดถือว่าเป็นเรื่องผิดมหันต์ หลายคนอาจจะมีอาการอยากลาออกจากงานประจำเบื่อรถติดฝนตก BTS เสียหรือจะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่คุณก็ควรคิดถึงตัวเองก่อนว่าการเงินหลังการลาออกที่เราต้องเตรียมหรือสิทธิ์ที่เราต้องได้มีเรื่องอะไรบ้าง
เงินที่เราต้องมีก่อนตัดสินใจลาออกแบบไม่มีงานรองรับคือ…
1. เงินสำรองฉุกเฉิน
ที่จะใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนโดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายจริงที่จำเป็นเช่นค่าผ่อนบ้านค่าผ่อนรถยนต์ค่าน้ำค่าไฟและค่าใช้จ่ายส่วนตัวพร้อมทั้งคิดถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นที่สามารถลดทอนได้หากคุณมีบัตรเอทีเอ็มหลายใบให้เลือกลดจำนวนลดเพื่อลดค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมรายปีที่จะเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น
2. เงินจากประกันสังคม
เงินที่จ่ายทุกเดือนแต่หลายคนอาจจะไม่ค่อยได้ใช้สิทธิ์ ก็จะมีประโยชน์กับคุณเมื่อคุณลาออกเพราะนอกจากประกันสังคมจะมีเงินเดือนให้เป็นระยะเวลาสามเดือนแล้วผู้ประกันตนที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแต่ต้องไม่มีความผิดตามกฎหมายสามารถใช้สิทธิประกันสังคมต่อได้อีก 6 เดือนได้ 4 กรณีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ได้แก่กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายกรณีคลอดบุตรกรณีทุพพลภาพและกรณีเสียชีวิตและหากเราจ่ายเงินสมทบประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนว่างงานเราก็จะได้รับเงินเดือนเป็นระยะเวลา
- กรณีถูกเลิกจ้าง ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วันในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย เช่นผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาทจะได้รับเดือนละ 5,000
- กรณีลาออก/สิ้นสุดสัญญาจ้าง ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วันในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ยเช่นผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาทจะได้รับเดือนละ 3,000 บาทลูกจ้างต้องไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐหรือทางเว็บไซต์ https://empui.doe.go.th ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ว่างงานและทำตามขั้นตอนที่ประกันสังคมกำหนด
3. รีบหาข้อมูลบัตรเครดิตที่มีสิทธิ์ประโยชน์ที่ดี และตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณ
ข้อดีของการเป็นพนักงานประจำกินเงินเดือนคือการทำธุรกรรมทางการเงินที่ง่ายกว่าฟรีแลนซ์หรือเจ้าของกิจการ เพราะฉะนั้นเลือกทำบัตรที่มีสิทธิ์ประโยชน์ดีๆไว้สักใบก่อนตัดสินใจลาออกเพื่อไว้ใช้ในยามจำเป็นและเป็นช่องทางการเงินฉุกเฉินไว้ใช้ยามจำเป็น
4. คงเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ ไม่ควรถอนออกเพราะจะเสียภาษีเงินได้
เมื่อคิดลาออก การจัดการกับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีช่องทางแนะนำ 2 ทางเลือกคือ1คงเงินสำรองเลี้ยงชีพไว้ในกองทุนหากคุณลาออกก่อนอายุ 55 ปี โดยจ่ายแค่ค่าธรรมเนียมรายปีเพื่อรักษากองทุนเอาไว้ มิเช่นนั้นคุณจะต้องนำเอาเงินที่ถอนออกมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาคำนวณเป็นเงินได้สิ้นปีสำหรับการคำนวณภาษีที่ต้องจ่าย 4.2 โอนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไป RMF เพื่อรอจนครบอายุ 55 ปีเพื่อรักษาประโยชน์ในการได้รับการยกเว้นภาษีเพราะเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งจำนวนก็ต่อเมื่อสมาชิกออกจากงานโดยมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่น้อยกว่า 5 ปี
5. เตรียมเงินก้อนส่วนหนึ่งสำหรับการลงทุน
ที่คุณสามารถสูญเสียได้โดยไม่เดือดร้อนต่อชีวิตสำหรับการนำไปลงทุนสร้าง Passive Income ให้ตัวเองไม่ว่าจะเป็นการเล่นหุ้นกองทุนหรือดาวน์อสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า
เตรียมเรื่องเงินก่อนการเกษียณ…
เรื่องอายุและวัยมาไวกว่าที่เราคิดเสมอบางครั้งอายุ 55 ปีก็มาถึงในวันที่เรายังไม่พร้อมก็เป็นได้เพราะฉะนั้นคุณควรวางแผนเงินก้อนของเงินที่เหลือหลังวัยเกษียณไว้ 4 ส่วน
1. เงินออมส่วนแรกเป็นส่วนสำหรับการใช้ในแต่ละเดือน
ลองคิดดูว่าเราต้องการมีเงินใช้แต่ละเดือนหลังการเกษียณเท่าไหร่และคูณด้วยจำนวนปี 15-20 ปีเป็นอย่างน้อยเพราะอายุเฉลี่ยของคนไทยทั้งเพศชายและเพศหญิงค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 75-80 ปี
2. เงินออมก้อนสองฝากไว้ในบัญชีเงินฝากประจำ
ที่ให้ดอกเบี้ยสูงความเสี่ยงต่ำเพื่อรักษาเงินก้อนของเราที่เก็บไว้หลังการทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
3. เงินออมก้อนที่ 3 ฝากในกองทุนที่ให้ปันผล
และสามารถนำมาลดหย่อนภาษีปลายปีได้เช่นกองทุน LTF ที่มีปันผล
4. เงินออมก้อนที่ 4 เงินที่ใช้เป็นสวัสดิการสุขภาพให้ตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นเงินที่อยู่ในประกันชีวิตประกันสุขภาพใดๆรวมทั้งเงินสำหรับการพักผ่อนท่องเที่ยว
ความแตกต่างของการเตรียมเงินสำหรับลาออกกับเงินสำหรับวัยเกษียณแตกต่างกันในเรื่องของความเสี่ยงที่รับได้และเป้าหมายของเงินก้อนนั้นๆดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่จะต้องหยุดทำงานไม่ว่าด้วยเหตุใดคุณควรต้องเตรียมพร้อมการเงินสำหรับตัวเองให้เหมาะสมเสมอ































