
ภาพยนตร์ตำรวจ-ทหารเกษียณของทางฝั่งยุโรปนั้น ค่อนข้างมีมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ โดยคนที่เกษียณส่วนใหญ่ก็จะเก่งและเท่อยู่เสมอ ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง “Equalizer” นี้ก็เหมือนกัน “Denzel Washington” รับบทแสดงนำเป็น CIA ที่เกษียณตัวเอง เนื่องจากภรรยานั้นได้เสียชีวิตไป เขาเลยสานต่อความฝันของเธอในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา ก็คือ การอ่านหนังสือที่ภรรยาเขาชื่นชอบทั้งหมด 100 เล่ม
ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงตัวละคร CIA คนนี้ ที่เป็นคนเจ้าระเบียบและตรงต่อเวลามาก ทุกๆ อย่างที่เขาทำเขาจะทุ่มเทอยู่เสมอ และที่สำคัญเขาไม่ชอบการที่ต้องเห็นใครถูกเอาเปรียบ หรือทนเห็นผู้หญิงถูกรังแก ถ้าเขารู้เห็นเมื่อไหร่เขาจะยื่นมือเข้าช่วยเสมอ ใน Equalizer ภาคแรกนั้นถือว่าทำออกมาได้ดี โดยในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก มันทำให้เราไม่รู้เลยว่านี่มันภาพยนตร์อะไรกันแน่
เพราะทั้งที่เป็นหนังบู๊ แต่พระเอกทำไมดูอ่อนแออย่างนี้ กลับกันพอพระเอกออกบู๊ คนดูอย่างผมก็แทบเกือบลืมหายใจได้เลยในทันที (นี่ก็เวอร์ไป) พอมาถึง Equalize ภาค 2 นี้ ที่ต้องบอกไว้ก่อนว่าภาพยนตร์มันเป็นแทบทุกเรื่องเอาซะจริงๆ ทำไมนะชอบทำออกมาได้ดรอปกว่าภาคแรก หรืออาจเป็นเพราะผู้กำกับเขารู้แล้วว่า คนดูชอบอะไรก็จะเพิ่มใส่มาในภาคต่อไปจนเกินความจำเป็น และใช่ครับ Equalizer 2 นี้ก็เช่นกัน
เมื่อเขารู้ว่าคนดูนั้นชอบพระเอกในมาดฮีโร่ช่วยเหลือคน ก็จะเพิ่มคาแร็กเตอร์และเรื่องราวตรงนี้ออกมาอีก ทำให้หนังเกลี่ยบทจนกลายเป็นว่าตัวละครดูไม่มีมิติ เช่น ทำไมพระเอกต้องมาทำอาชีพนี้ ทำไมถึงเพิ่มตัวละครนี้มา ฉากนี้มีมาทำไม เป็นต้น และที่ขาดไม่ได้ใน Equalizer คือต้องมีเด็กคนหนึ่งที่ให้พระเอกคอยสอนการใช้ชีวิต และทำให้ชีวิตเด็กคนนั้นได้ดีเสมอ
ในภาคแรกเขาใส่ใจกับเด็กผู้หญิง ที่นำแสดงโดย Chloë Grace Moretz จาก Kick Ass ที่มีการปูบทของตัวละคร ทำให้เห็นถึงปัญหาชีวิตที่ไม่มีทางเลือกจริงๆ และภาค 2 นี้ ถามว่ามีไหม ก็มีครับ แต่การแก้ปัญหาของพระเอกนั้น ดูไม่สุดเท่ากับภาคแรก ซึ่งไม่แน่ว่าเขาอาจจะแก้ปัญหาของเด็กในภาค 2 แล้ว แต่ไม่ได้ตัดมาลงในหนัง ไม่งั้นหนังคงยาวถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง (ฮา) และเหตุการณ์ที่พระเอกจะต้องบู๊ ก็คือเขาจะมีนาฬิกาคู่ใจ คอยจับเวลาในการคำนวณว่าเขาจะจัดการกับนักเลงพวกนี้ได้ภายในกี่นาที
แต่พอภาค 2 กับดูเบาบางมาก แทบจะไม่มีซีนนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งที่ความสนุกของภาคแรกกับภาค 2 ต่างกันนั่นก็คือ ภาคแรกนั้นจะเน้นการใช้อาวุธที่อยู่รอบตัว ในการจัดการศัตรูซะมากกว่า แต่ภาค 2 กลับบู๊แหลก ทำให้เสน่ห์ของหนังนั้นดูหายไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งบทยังเดาง่าย ต่างกับภาคแรกที่ผมบอกว่าครึ่งชั่วโมงผ่านไป ยังเดาทางไม่ถูกเลยว่าหนังบู๊หรือหนังอะไร
แต่โดยรวมแล้ว Equalizer ภาค 2 นี้ ส่วนตัวผมก็รู้สึกสนุกแต่ว่าไม่อิน เพราะตัวละครดูลอยมาก แต่ในภาคนี้มีประโยคหนึ่งของพระเอกที่พูดกับเด็กและผมก็ชอบมาก เขาพูดว่า “ถ้าเขาไม่ลงมือทำแล้วใครจะทำ มานั่งรอคนนั้นทำ หน้าที่ของเขาทำ แล้วไม่มีคนลงมือทำสักที สุดท้ายก็ไม่มีใครทำ” นั้นทำให้อย่างน้อยเสน่ห์อย่างหนึ่งใน Equalizer ที่ไม่หายไป นั่นก็คือ ปรัชญาที่สอนชีวิตวัยรุ่นในหนังเรื่องนั้น มันช่วยสอนให้รู้ว่าในสังคมนั้น มีทางเลือกให้ทุกคนอยู่เสมอ






























