
ทวิตเตอร์ของ อีลอน มัสก์ ที่โพสต์เมื่อเวลาประมาณตีห้าของวันที่ 10 กรกฎาคมในเมืองไทยว่า “เพิ่งออกจากโถงสาม และ Mini –Sub (แคปซูลช่วยชีวิต) ของเขาพร้อมใช้งานถ้าทางเจ้าหน้าที่ต้องการใช้ และได้ตั้งชื่อแคปซูลช่วยชีวิตนี้ว่าWild Boar ตามชื่อทีมฟุตบอลหมูป่า และขอทิ้งแคปซูลไว้ที่นี่เผื่อได้ใช้งานในอนาคต เมืองไทยสวยงามมาก”
เป็นข้อความในทวิตเตอร์ที่ทำให้คนทั้งโลกรู้ว่า อีลอน มัสก์ เดินทางมายังถ้ำหลวงมาส่ง แคปซูลช่วยชีวิตด้วยตนเอง และ แน่นอนว่าความช่วยเหลือของ อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของบริษัทสเปซเอ็กซ์ และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง, ผู้บริหารและสถาปนิกผลิตภัณฑ์ของเทสลามอเตอร์สเป็นสิ่งที่สื่อทั่วโลกจับตา
แน่นอนว่าการทำงานแบบ อีลอน มัสก์ ที่เก่งชนิดเป็นพหูสูตรนั้นอาจทำให้บางคนหมั่นไส้ อย่างในทวิตเตอร์ก็มีคนแซะเขาว่า “ไม่รู้หรือว่าเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวงนั้น มีผู้เชี่ยวชาญรวมตัวอยู่เป็นร้อยแล้ว นี่หลงตัวเองจนคิดว่าต้องช่วยโลกในทุกสถานการณ์หรืออย่างไร” และ อีลอน มัสก์ ตอบได้จบใน 240 คำว่า “จะว่าหลงตัวเองก็อาจไม่ผิดนัก แต่อย่างน้อยผมก็ยังทำตัวให้เป็นประโยชน์”
นี่แหละเส้นทางของ อีลอน มัสก์ ที่มีทั้งคนรักและหมั่นไส้ ซึ่ง Geoffrey James บรรณาธิการบทความของ Inc.com ได้ใช้ประสบการณ์ที่อยู่ในสนามข่าวมานานวิเคราะห์ว่าทำไมบางคนถึงหมั่นไส้และออกแนวดูถูก อีลอน มัสก์ กันนัก ไปอ่านบทวิเคราะห์ของ Geoffrey James กันเลย
1. มัสก์ เป็นพหูสูตรมากกว่าผู้เชี่ยวชาญ
ที่ผ่านมาในประวัติศาตร์ของการประดิษฐ์คิดค้นนวตกรรมใหม่ๆนั้น เหล่าพหูสูตรหรือ ผู้ที่มีความรู้อย่างหลากหลายในทุกเรื่อง คือผู้ที่ได้รับการยกย่อง แต่ปัจจุบันวิธีคิดที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดความเชื่อใหม่ที่ว่า ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าเก่งจริง เหมือนดังเช่นความคิดที่ว่า “วิศวกรที่ยิ่งใหญ่ไม่สามารถเป็นผู้จัดการได้” หรือ “โปรแกรมเมอร์ อัจฉริยะก็ไม่สามารถออกแบบสนามแข่งรถได้” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป บางคนก็สามารถที่จะจัดการเรื่องราวสองเรื่องที่แตกต่างกันได้เป็นอย่างดี เพราะความที่คนคนนั้นมีความคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา พวกเขาแทบจะไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ในพจนานุกรม ดังเช่นที่ อีลอน มัสก์ ตอบทวิตเตอร์คนที่ขอให้เขามาช่วยเหลือเด็กในถ้ำหลวง อีลอน มัสก์ ก็บอกว่า “เขาขอปรึกษากับทีมงานและคิดว่าเทคโนโลยีของบริษัทตนเองน่าจะช่วยได้
2. ความสำเร็จของ Tesla ไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่ถูกยกย่องให้เป็นนวตกรรมแห่งอนาคต
บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์ทั้งหลาย ไม่ค่อยที่จะชอบรถ Tesla นักแม้จะเป็นรถพลังงานไฟฟ้าเจ้าแรกๆที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น หลายคนเอา Tesla ไปเปรียบเทียบกับ รถพลังงานไฟฟ้าของจีเอ็ม และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการถือกำเนิดของ Tesla นั้นเป็นการกำเนิดเพียงแค่ต้นแบบเพื่อพัฒนาให้มีการใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพในอนาคต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่มองเกมออก จะรู้ดีว่า Tesla คือนวตกรรมที่จะต้องโตขึ้นในรูปแบบเดียวกับ Apple
ซึ่งถ้าเอาตามจริงแล้ว Tesla นั้นไม่ใชแค่บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่แค่บริษัทที่ผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและอิเลคทรอนิกส์ ไม่ใช่แค่บริษัทที่คิดค้น ซอฟท์แวร์ แต่ Tesla คือทั้งหมดนี้มารวมกันและยังมีความเชี่ยวชาญภายในที่มากกว่านี้
3. มัสก์รู้ดีว่าเขาจะต้องเล่นเกมในโลกธุรกิจอย่างไร
บรรดานักวิเคราะห์การเงิน มักจะตามเกมของมัสก์ ไม่ทันหลายคนคิดว่ามัสก์พยายามยึดพื้นที่สื่อ เพื่อทำให้ Tesla ไม่ตกเทรนด์ และ คิดเพียงว่ามัสก์ ต้องการทำกำไรระยะสั้นจากหุ้นของเทสล่าในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมัสก์ มองไกลกว่านั้น เขารู้ดีว่าต้องนำพาบริษัทไปในทิศทางใด และ ทำให้ตัวเขาและบริษัทเข้าไปมีส่วนร่วมในจุดนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งหรือระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน มัสก์ พาบริษัทของเขาไปทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้หลายครั้ง และทุกครั้งที่เกิดนวตกรรมใหม่ๆ หุ้นของเทสล่า ก็โตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่านักวิเคราะห์นั้นคาดไม่ถึง และ ทำให้พวกเขารู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยที่ตามเกมของ อีลอน มัสก์ ไม่ทัน
4. บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างก็รู้สึกอิจฉา อีลอน มัสก์
เอาเข้าจริงๆแล้ว ไม่มีใครไม่อยากรวย บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างก็อยากเป็นมหาเศรษฐีเหมือนกับ มัสก์ แต่พวกเขาไม่สามารถพาตัวเองมาถึงจุดที่ อีลอน มัสก์ ยืนอยู่ได้เลยกลายเป็นเรื่องของ องุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างรู้ดีว่า อีลอน มัสก์ นั้นมีความสามารถจริงๆ
เพราะเอาเข้าจริงแล้ว คนที่เจ๋งจริงนั้นไม่ต้องพยายามอะไรเลย เพราะมันจะฉายแววออกมาเอง ไม่ว่าคุณจะเกิดมาพร้อมกับมันหรือไม่ และเหนืออื่นใด มัสก์ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เขาไม่เอาเวลามานั่งถกเถียงกับใครที่สงสัยในความสามารถของเขา แต่เขาพิสูจน์ให้เห็นด้วยผลงาน และ ความสำเร็จ ที่คนทั่วโลกยอมรับ






























