Home Uncategorized 8 สิ่งน่าสนใจในฟุตบอลโลกรอบ 16 ทีมสุดท้าย  

8 สิ่งน่าสนใจในฟุตบอลโลกรอบ 16 ทีมสุดท้าย  

รอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2018 ถือว่าเป็นอีกรอบหนึ่งที่สนุกสุดมันสมกับการรอคอยจริงๆ แถมมีอารมณ์ครบรสอีกต่างหาก และถ้าหากใครพลาดอะไรไป Tonkit360 ก็ได้เก็บตก คัดไฮไลท์ที่น่าสนใจต่างๆ ประจำรอบ 16 ทีมในฟุตบอลโลกหนนี้มาให้แล้ว ว่าแล้วก็ไปชมกันเลย

 

อาถรรพ์รอบ 16 ทีมของ เม็กซิโก

ก่อนเกมในรอบ 16 ทีม กับ บราซิล จะเริ่มขึ้น เม็กซิโก มีสถิตที่เป็นเหมือนฝันร้ายอยู่ จากการต้องอกหักร่วงในฟุตบอลโลกรอบ 16 สุดท้ายอยู่เป็นประจำ มาถึงฟุตบอลโลกหนนี้ ฝันร้ายนั้นก็ยังคงตามมาหลอกหลอน “ทัพจังโก้” อยู่เช่นเดิม เมื่อพวกเค้าโดน บราซิล ที่ทำนัพมาโดย เนย์มาร์ เขี่ยตกรอบไปแบบหมดทางสู้

ถึงตอนนี้ เม็กซิโก ก็ได้ร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกติดๆ กันถึง 7 ครั้งเข้าไปแล้ว (ฟุตบอลโลก 1994, 1998, 2002, 2006, 2010, 2014, 2018)

 

รัสเซีย กำลังตามรอย เกาหลีใต้ ในฟุตบอลโลก 2002

ทีมเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2002 อย่าง เกาหลีใต้ (เจ้าภาพร่วมกับ ญี่ปุ่น) ได้สร้างเซอร์ไพรส์ไว้มากมายในฟุตบอลโลกครั้งนั้น ด้วยการทุบ อิตาลี และ สเปน ในรอบ 16 ทีม และ 8 ทีมสุดท้ายจนทะลุไปถึงรอบรองชนะเลิศได้ (แบบมีคำครหา) ก่อนจะโดน เยอรมนี เขี่ยตกรอบไปในที่สุด

มาถึงฟุตบอลโลกหนนี้ เจ้าภาพ อย่าง รัสเซีย ในฐานะเจ้าภาพที่เป็นทีมรองบ่อน ก็ได้เริ่มสานฝันของตัวเองบ้างแล้ว หลังจากสร้างเซอร์ไพรส์เขี่ย สเปน ตกรอบ และเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้จากการดวลจุดโทษ ซึ่งมันก็น่าคิดนะครับว่า “ทัพหมีขาว” จะสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเองไปได้ไกลแค่ไหน

คิเลียน เอ็มบัปเป้ จุติในฟุตบอลโลกหนแรก

แม้เจ้าหนูดาวรุ่งรายนี้ จะเกิดไม่ทันดูบ้านเกิดตัวเองอย่าง ฝรั่งเศส คว้าแชมป์โลกเมื่อ ปี 1998 แต่ถัดมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 20 ปี เอ็มบัปเป้ ในวัย 19 ปี กลับกลายเป็น “ฮีโร่” สร้างประวัติศาสต์หน้าใหม่ให้กับบ้านเกิดตัวเอง รวมถึงในฟุตบอลโลก แบบชนิดที่ว่ายากจะมีใครทำลาย (นักเตะดาวรุ่งที่ทำประตูในฟุตบอลโลกได้เกิน 2 ประตู ในแมตช์เดียว, นักเตะดาวรุ่งที่ทำประตูได้เกิน 1 ประตู ตลอดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก)

เอ็มบัปเป้ ได้โชว์ความเทพจากการมีส่วนร่วมในการทำประตูให้กับทีมถึง 3 ประตู (ทำ 2 ประตู เรียก 1 จุดโทษ) ในเกมส่ง อาร์เจนตินา และ เมสซี่ กลับบ้าน จนถึงตอนนี้เจ้าหนูคนนี้ ทำไปแล้วทั้งหมด 3 ประตู ในฟุตบอลโลกครั้งแรกของเขา

 

ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของ โรนัลโด้ และ เมสซี่ ?

2 แข้งระดับพระกาฬแห่งยุค อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ได้โลดแล่นในเวที “ฟุตบอลโลก” มาถึง 4 ครั้งเข้าไปแล้ว (ฟุตบอลโลก 2006, 2010, 2014, 2018) และทั้งคู่ก็ต้องกอดคอกันกลับบ้านแบบผิดหวังกันอยู่ตลอด เช่นเดียวกับในฟุตบอลโลกหนนี้ มันจึงเกิดเป็นคำถามขึ้นว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้ จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของทั้งคู่หรือไม่ ?

หากพูดถึงฟุตบอลโลกที่จะเกิดขึ้นอีก 4 ปีข้างหน้า (ปี 2022) โรนัลโด้ ก็จะมีอายุครบ 37 ปี ส่วน เมสซี่ ก็จะฉลองวันเกิดในวัย 35 ปี พอดิบพอดี แฟนบอลหลายๆ คนจึงคาดว่า ทั้งคู่คงจะไม่ได้อยู่ประคองทีมชาติกันแล้ว หรือหากอยู่ ก็คงจะเป็นแค่รุ่นพี่คอยประคองรุ่นน้องในชาติ ไม่ใช่อยู่ ในฐานะ “เดอะแบก” อีกต่อไป

 

ยอดนักสู้ “ซามูไรบลู”

เกือบจะสร้างเซอร์ไพรส์ได้แล้วเชียวกับ “ทัพซามูไรบลู” อย่าง ญี่ปุ่น ที่เกือบจะล้มยักษ์ใหญ่ เบลเยียม ได้ หลังจากขึ้นนำไปก่อนถึง 2-0 แต่ดันมาพลาดในช่วงท้ายเกมติดๆ จนเป็นเหตุให้แพ้แบบช็อคสายตาแฟนบอลชาวญี่ปุ่นไป 3-2 หลังจบ 90 นาที

ถึงจะแพ้ในเกมการแข่งขัน แต่ก็ชนะใจแฟนบอลไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหัวจิตหัวใจนักสู้ หรือแม้กระทั่ง ความมีระเบียบวินัยทั้งใน และนอกสนาม ซึ่งหลังจากจบเกม ญี่ปุ่น ก็ได้จัดการเก็บห้องแต่งตัวนักเตะจนเรียบร้อย และทิ้งข้อความเป็นภาษารัสเซียไว้ว่า “ขอบคุณ จากทีมชาติญี่ปุ่น” เห็นมั้ยครับทุกอย่างมันแสดงให้เห็นแล้วว่า ทัพซามูไรบลู นั้นสุดยอดแค่ไหน

 

นักรบจากแดน “สแกนดิเนเวีย”

สวีเดน เป็นความหวังสุดท้ายของ สแกนดิเนเวีย ในศึกฟุตบอลโลก และพวกเค้าก็ไม่ทำให้แฟนบอลต้องผิดหวัง หลังสร้างเซอร์ไพรส์ทุบ สวิตเซอร์แลนด์ และเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้

จาก ไอซ์แลนด์, เดนมาร์ก จนมาถึง สวีเดน เราจะเห็นได้ว่า ทีมจากสแกนดิเนเวีย มักเป็นไฮไลท์ประจำทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ไอซ์แลนด์ ที่สร้างเซอร์ไพรส์ยันเสมอกับ อาร์เจนตินา ในรอบแบ่งกลุ่มได้ รวมถึง เดนมาร์ก ที่ต่อกร โครเอเชีย ได้อย่างสูสีในรอบ 16 ทีมที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าพวกเค้าสู้กันได้อย่างแข็งแกร่ง และมีวินัยที่ยอดเยี่ยม จนหลายๆ คนต้องเปลี่ยนมุมมองกันใหม่ เพราะทีมจากสแกนดิเนเวีย ในตอนนี้ ไม่ใช่ไม้ประดับกันอีกต่อไป

 

อังกฤษ ล้างอาถรรพ์ฟุตบอลโลก

ก่อนเกมในรอบ 16 ทีม กับ โคลอมเบีย จะเริ่มขึ้น อังกฤษ มีสถิติ ต้องเล่นจนถึงต่อเวลาพิเศษถึง 50% ของจำนวนเกมทั้งหมด (7 จาก 14 เกม) และต้องยิงจุดโทษตัดสินกับคู่แข่งถึง 3 ครั้ง ซึ่ง อังกฤษ ไม่เคยชนะการดวลจุดโทษเลย (กับ เยอรมนี ฟุตบอลโลก 1990, กับ อาร์เจนตินา ฟุตบอลโลก 1998, กับ โปรตุเกส ฟุตบอลโลก 2006)

ทำให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทัพสิงโตคำราม ต้องสั่งให้ลูกทีมซ้อมยิงจุดโทษเผื่อไว้ ตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ และมันก็เป็นผลดีจนได้ เมื่อพวกเค้าต้องเล่นกับ โคลอมเบีย จนถึงขั้นดวลจุดโทษตัดสิน และสุดท้ายก็สามารถเอาชนะไปได้ 4-3 กลายเป็นครั้งแรกที่ อังกฤษ เอาชนะคู่แข่งจากการยิงจุดโทษตัดสินในฟุตบอลโลก เป็นกับเค้าสักที (ฮา)

Comeback is real

เป็นอีกหนึ่งเกมที่สนุกสุดมันที่สุดในฟุตบอลโลก 2018 ก็ว่าได้ สำหรับเกม เบลเยียม – ญี่ปุ่น โดย ทัพซามูไรบลู ออกนำไปก่อนถึง 0-2 หลังผ่านไป 52 นาที แฟนบอลหลายๆ คนที่ดูอยู่ คงจะกาชื่อ เบลเยียม ทิ้งกันไปแล้ว แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ช็อคยิ่งกว่าเดิม เมื่อ เบลเยียม รัวทีเดียว 2 ประตู ตีเสมอได้ภายใน 5 นาที ในช่วงนาทีที่ 69-74 ของเกม และตอกย้ำด้วยการยิงประตูชัยในนาทีสุดท้าย แซงชนะไปได้แบบเหลือเชื่อ

หลังจบเกมแฟนบอลทั้งสองฝั่งต้องช็อคกันไปตามๆ กัน หากแต่ว่าเป็นอารมณ์ที่ต่างกันสุดขั้วระหว่าง ดีใจ กับ เสียใจ แต่มันส่งผลให้ เบลเยียม เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้ แถมทำสถิติเป็นอีกทีมในฟุตบอลโลกรอบน็อคเอาท์ที่สามารถแซงกลับมาชนะคู่แข่งได้จากการถูกนำเกิน 2 ประตู หลัง เยอรมนี แซงชนะ อังกฤษ 3-2 ได้ในฟุตบอลโลก 1970

 

ภาพจาก @9GAGFootball, @AlderweireldTob, @JustinOngCNA, @England, @KMbappe, @swedense, @ManUtdInPidgin, @TeamRussia,