Home Trending Story Trend ในประเทศ สงคราม “ฟรีค่าธรรมเนียม” ของ “ฟรี” มีในโลกจริงหรือ

สงคราม “ฟรีค่าธรรมเนียม” ของ “ฟรี” มีในโลกจริงหรือ

สงครามฟรีค่าธรรมเนียมที่ธนาคารพาณิชย์ ฟาดฟันกันชนิดเกทับบลัฟแหลก เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ขนาดที่ใครตกรถคราวนี้ อาจจะต้องหากลยุทธใหม่ให้เก๋กว่าคนอื่นแต่ภายใต้ ข้อความที่บอกว่า “ฟรีค่าธรรมเนียม” เราคงต้องพิจารณากันให้ดีว่าคำว่า “ฟรี” ของธนาคาร “ฟรีจริงแค่ไหน และการเสียสละรายได้ของผู้ประกอบกิจการธนาคาร ที่ “มักจะให้ร่มเราในวันที่แดดออก แล้วเอาคืนในวันที่ฝนตก”นั้นมีนัยยะอะไรที่เราควรจะตั้งใจอ่านโปรโมชั่นรอบนี้ให้ดีบ้าง มาค่ะตามมาอ่านกัน 

สรุปความ “ฟรี”ของแต่ละธนาคาร 

โดยสรุปของคำว่า “ฟรีค่าธรรมเนียม” ของแต่ละธนาคารนั้น ล้วนแล้วเป็นการฟรีค่าธรรมเนียมผ่านการทำธุรกรรมออนไลน์ หรือ ใช้แอพลิเคชั่น โดยแบงค์หญ่ อย่างไทยพาณิชย์ ผ่านทางแอพฯ SCB Easy  กสิกรไทยฟรีผ่านทาง K PLUS, K PLUS SME, K-Cyber, K-Cyber SME กรุงไทย ผ่านทาง KTB netbank   ธนาคารกรุงเทพ การทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล โมบาย แบงก์กิ้ง, บัวหลวง เอ็ม แบงก์กิ้ง, อินเตอร์เน็ต บัวหลวง ไอแบงก์กิ้งซึ่งทั้งหมดนี้ ฟรีค่าธรรมเนียม ในการโอนต่างธนาคารและข้ามเขต จ่ายบิลและเติมเงิน ขณะที่กดเงินจากตู้เอทีเอ็มนั้น มีเพียงธนาคารกรุงเทพ ที่จะฟรีให้เฉพาะ 1-30 เมษายน

เมื่อเจ้าใหญ่ ออกมาประกาศฟรีค่าธรรมเนียมผ่านการทำธุรกรรมออนไลน์แบบนี้ ทำให้แบงค์ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงศรี ธนาคารธนชาต ธนาคารออมสิน แอลเอชแบงค์ ต่างพากันฟรีค่าธรรมเนียมกับธุรกรรมออนไลน์ ตามกันหมด

แต่ถึงแม้จะฟรีค่าธรรมเนียมในการทำรายการผ่านธุรกรรมออนไลน์ แต่การทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็ม ยังคงเสียค่าบริการต่อไป  หรือ ไปใช้บริการโอนเงิน หรือ จ่ายค่าบริการที่ เคาท์เตอร์ธนาคารก็ยังคงต้องเสียค่าบริการต่อไปอีกเช่นกัน

ฟรีค่าธรรมเนียมเพื่อรองรับระบบ อี คอมเมิร์ซ ในอนาคต

มีคำถามว่าทำไม ธนาคารถึงทำ “สงครามฟรีค่าธรรมเนียม” ชนิดที่ใครดีใครอยู่ขนาดนี้ ประการแรก คือความพยายามที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้า และนำข้อมูลลูกค้าเข้าสู่ฐานข้อมูลระดับ Big Data ของตนเองให้ได้มากที่สุด เพราะ Big Data ที่ได้นั้นเปรียบเสมือนขุมทรัพย์มหาศาล เนื่องจากข้อมูลที่ลูกค้า ใช้งานผ่านธุรกรรมออนไลน์ สามารถนำมาวิเคราะห์ เพื่อใช้พัฒนาหรือ เครื่องมือทางการตลาดได้ในอนาคต

ประการที่สอง การแข่งกันแย่งฐานลูกค้าออนไลน์นั้น อันที่จริงมีมาระยะหนึ่งแล้ว แต่รอบนี้เมื่อมีการประกาศฟรีค่าธรรมเนียมทำให้ความร้อนแรง ของการแย่งลูกค้าออนไลน์ระอุยิ่งกว่าเดิม และเหนืออื่นใดการเข้ามาของ บริษัทอีคอมเมิร์ซ ยักษ์ใหญ่อย่างอาลีบาบา ทำให้หลายแบงค์ ต้องจับตามอง 

เพราะนอกจากทุนหนาและได้รับความสนับสนุนจากรัฐบาลด้วยเงื่อนไขภาษีที่ทำให้แจ๊ค ม่าต้องยิ้มรับแล้ว อี คอมเมิร์ซของอาลีบาบา คือคู่แข่งสำคัญธนาคารในการทำธุรกรรมออนไลน์ส่วนที่บอกว่าเพื่อสนับสนุนการก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดนั้นเป็นเพียง “คำโฆษณา” เพื่อให้เรารู้สึกดีเท่านั้นเอง

เคาท์เตอร์เซอร์วิส และ ตู้บุญเติม อาจต้องปรับกระบวนยุทธ 

พอแบงค์ พร้อมใจกันฟรีค่าธรรมเนียมแบบนี้ บรรดาผู้ให้บริการที่ เป็น Non Bank อย่าง เคาท์เตอร์เซอร์วิส หรือตู้บุญเติม ก็คงต้องหันมาปรับกลยุทธของตนเองเป็นแน่ในอนาคต

แม้ว่าในวันนี้ เคาท์เตอร์เซอร์วิส และ ตู้บุญเติม จะให้บริการด้านอื่นนอกเหนือจาก โอนเงิน เติมเงิน จ่ายบิล และกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันส่วนใหญ่คือ ลูกค้าที่ไม่ทำธุรกรรมการเงินออนไลน์  แต่พอเอาจริงแล้ว การทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก 

และจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ระบุไว้เมื่อปี 2559 ว่าจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนในเมืองไทยนั้นมีอยู่ที่ประมาณ 31ล้านคน (จากประชากรทั้งประเทศประมาณ 63 ล้านคนและมีจำนวนผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นทุกปี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าใดนักดังนั้นจึงน่าจับตามอย่างยิ่งว่า เคาท์เตอร์เซอร์วิส  ตู้บุญเติม จะมีการขยับตัวทางธุรกิจคนกลางที่อยู่ได้ด้วยค่าธรรมเนียมอย่างไร

ผู้บริโภคได้ประโยชน์แค่ไหน

นักวิเคราะห์ต่างพากันบอกว่า การฟรีค่าธรรมเนียมออนไลน์ในครั้งนี้คนที่ได้กำไรมากที่สุดคือผู้บริโภค เพราะธนาคารจะแข่งกันออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อดึงดูดลูกค้า แต่เอาเข้าจริงแล้ว คำว่า “ฟรี” นั้นไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ 

เพราะการทำธุรกรรมออนไลน์ เท่ากับคุณได้แชร์ข้อมูลของตนเองผ่านทางฐานข้อมูลของธนาคาร และแน่นอนว่าธนาคารก็จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้งานต่อ หากคิดว่าเป็นการแลกกันกับการได้ทำธุรกรรมออนไลน์ฟรี ก็น่าจะพอทำให้คุณสบายใจได้ และต่อจากนี้ถ้ามีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวใหม่จากธนาคารที่คุณทำรายการด้วย ก็อย่าได้รำคาญใจไปเลย