อันที่จริงแล้ว ชื่อของคอลัมน์วันนี้ต้องเขียนเต็มๆว่า “ทุกคนมีรอยบิ่นในชีวิต… แต่เราจะอยู่กับรอยบิ่นนั้นอย่างไร” วันนี้ขอชวนคุณผู้อ่านย้อนอดีตของตัวเองกัน แต่ไม่ย้อนไปให้หมกหมุ่นนะคะ ย้อนไปเพื่อทำความเข้าใจกับตัวเองในปัจจุบัน
ประโยคที่ว่า ทุกคนล้วนมีรอยบิ่นในชีวิตเสมอ เกิดขึ้นเมื่อมีการนั่งคุยกันกับผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือท่านหนึ่ง แล้วก็มีอันได้ย้อนกลับไปถึง ความผิดพลาดในอดีต ของบุคคลที่สามที่ไม่อยู่ในวงสนทนา และทำให้เรื่องราวของบุคคลดังกล่าวถูกเปรียบให้เป็นรอยบิ่นในชีวิตของเขา
เช่นเดียวกันทุกคนบนโลกใบนี้ รอยบิ่น ในชีวิตของแต่ละคนนั้น มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เส้นทางเดิน และ ประสบการณ์ชีวิต บางคนยิ่งมีรอยบิ่นมาก ยิ่งแตกยากบางคนมีรอยบิ่นอยู่เพียงนิดเดียวหากเปราะบางมากกว่า
อันที่จริงแล้ว รอยบิ่น ก็เปรียบเสมือความผิดพลาดในชีวิต เราอาจทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราทำไปด้วยความตั้งใจเพราะคิดว่าผลมันจะออกมาดี เราทำไปเพราะเราต้องการอยู่ในจุดที่สูงที่สุด หรือ เราทำไปเพราะมันเป็นแค่สัญชาติญานของเราเอง
และไม่ว่าจะมีเราจะมีเหตุผลใดๆมารองรับ หากแต่รอยบิ่นในชีวิตทำให้เราได้รู้ว่า ที่ผ่านมานั้นวิธีการที่ใช้มันไม่ถูกต้อง เพราะมันทำให้เกิดความเสียหายจนชีวิตบิ่น ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดดังกล่าวเพื่อไม่เกิดรอยบิ่นซ้ำที่เดิมอีก
แต่ถ้าเราไม่เรียนรู้ ความผิดพลาดและทำเป็นมองไม่เห็นรอยบิ่นที่เกิดขึ้น จากที่บิ่นเพียงขอบๆ มันก็จะยิ่งกระเทาะให้ลึกยิ่งขึ้น และท้ายที่สุด ก็จะเป็นรอยแตกจนยากเกินเยียวยา
ดังนั้นเมื่อเกิดรอยบิ่นขึ้นมาในชีวิต ก็จงหันกลับไปมองที่ต้นเหตุ จากนั้นจงยอมรับในความผิดพลาดของตนเอง แล้วมองหาทางแก้ไข เพื่อฉุดรั้งตัวเองไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต เมื่อทำได้เช่นนี้คุณจะไม่หมกหมุ่นอยู่กับอดีต แต่จะใช้อดีตเป็นบทเรียนในปัจจุบัน เพื่อทำให้อนาคตของชีวิต ไม่ต้องมีรอยบิ่นเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ





























