หากลองมาดูอายุขัยของการทำงานของกุนซือในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ จะทำให้เห็นเลยว่าอายุขัยนั้นสั้นลงทุกปี ในช่วงเวลาที่เงินสามารถซื้อความสำเร็จ ความคาดหวังอันสูงส่งของแฟนบอล และปัญหาในแง่ธุรกิจหากทีมต้องตกชั้นหรือจบอันดับที่ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ ทำให้ความกดดันเริ่มไปอยู่กับบอร์ดบริหารทีมฟุตบอลต่างๆ และมันคงจะดูแปลกๆ หากพวกเขาปล่อยให้สถานการณ์มันบานปลาย
ในหลายๆฤดูกาลที่ผ่านมานั้น แฟนฟุตบอลได้เห็นการเปลี่ยนกุนซือ หรือ “แม่ทัพ” กันกลางฤดูกาลแบบสายฟ้าแลบ หรือการโยกย้ายของกุนซือที่อาจจะดู “แปลก” ไปบ้าง วันนี้ Tonkit360 จึงจะมาวิเคราะห์กัน ทั้งในแง่ทฤษฎี และแง่กฏิบัติ ว่าการเปลี่ยนกุนซือกลางฤดูกาลนั้น มันมีผลดี หรือแย่มากกว่ากันแน่
ถ้ามองจาก “กรอบนอก” มันก็ดูดีนะ
ใช่ มันเคยสำเร็จในอังกฤษบ่อยมากสำหรับการเปลี่ยน “หัวเรือใหญ่” กลางฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นผลงานของแซม อัลลาไดซ์ ในการพาซันเดอร์แลนด์หนีตกชั้น หรือการเข้ามาของพอล เคลเมนต์ ที่พาสวอนซีรอดตายแบบต้องปรบมือให้ ไปจนถึงการรับงานต่อของโรเบอร์โต ดิ มัตเตโอ ที่มาทำหน้าที่กุนซือขัดตาทัพให้กับเชลซี และทำทีมเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2012 จนเขาได้รับการกล่าวขาน ว่าเป็น “สุดยอดแห่งกุนซือขัดตาทัพ” เลย
Leicester City earlier confirmed the sacking of Craig Shakespeare, just four months after handing him a permanent contract. pic.twitter.com/fs3RbIkLyF
— SuperSport ⚽️? (@SuperSportTV) October 17, 2017
แต่ความสำเร็จนั้นก็มีองค์ประกอบหลายๆอย่าง เรื่องความต่อเนื่องในการทำงานก็มีส่วน เรื่องการเสริมทัพในช่วงเดือนมกราคมก็อาจจะมีส่วนในบางครั้ง (หากกุนซือเข้ามาในช่วงที่ยังดึงนักเตะมาเสริมได้) ซึ่งตรงนี้อาจจะอธิบายว่าทำไมทีมของเครก เช็กสเปียร์ ที่ขยับตำแหน่งจากผู้ช่วยของเคลาดิโอ รานิเอรี่ ขึ้นมาเป็นกุนซือเอง ถึงมีผลงานที่ดีในระยะสั้น เพราะเลสเตอร์มีความต่อเนื่องในการทำทีม เช่นเดียวกับการรับงานของโคลด ปูแอล ที่มีผู้ช่วยนาม ไมเคิ่ล แอ็ปเปิลตัน ที่รับงานดูแลหลังจากที่เช็กสเปียร์ลาทีมไปก่อนที่ปูแอลจะเข้ามารับงาน
Alan Pardew has won 8 #PL matches against Stoke – including each of his last 4 – the most he has won against a current top-flight side#STKWBA pic.twitter.com/5nliVtyktE
— Premier League (@premierleague) December 23, 2017
แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องโชค หรือเรื่องทรัพยากรต่างๆในทีมเองก็มีส่วนกับผลงาน ฟุตบอลนั้นมีตัวแปรเรื่องผลงานเยอะมาก เราจึงเห็นกุนซืออย่างอลัน พาร์ดิว ประสบปัญหาอย่างมากในการทำทีมเวสต์บรอม หนีตกชั้น เช่นเดียวกับพอล แลมเบิร์ต ที่ทำทีมชนะได้แค่เกมเดียว (นัดแรก) นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมสโต๊คเท่านั้น
แต่ตัวเลข จะว่าอย่างไรล่ะ
ในวงการการศีกษาด้านกีฬานั้น เรื่องการเปลี่ยนกุนซือกลางฤดูกาลและผลที่ตามมา ถือเป็นเรื่องมีการวิจัยกันอย่างกว้างขวางในยุโรป ในการวิจัยของคาร์ลอส ลาโก เปญาส จากมหาวิทยาลัยบีโก้ (Vigo) ในประเทศสเปน วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนตัวกุนซือในช่วงระหว่างฤดูกาลในลีกฟุตบอลสเปนนั้น จะส่งผลดีในระยะสั้น โดยผลงานจะดีขึ้นมาถึง 20% เนื่องจากผลจากด้านจิตวิทยา และทฤษฎีแรงกระตุ้นจากการเปลี่ยนโค้ช แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลงานของทีมก็จะตกลงมาพอสมควรนั่นเอง
นอกจากนี้ งานวิจัยจากการรวบรวมผลการแข่งขันทั้งจากบริษัทที่เป็นที่ปรึกษาให้กับทีมฟุตบอลต่างๆอย่าง บริษัท 21st Club และงานวิจัยจากข้อมูลของลีกดัตช์ โดยนักเศรษฐศาสตร์อย่าง ด็อกเตอร์ บาส เตอร์ วีล (Bas ter Weel) ของมหาวิทยาลัย มาสตริสต์ (Maastrict) ในเนเธอร์แลนด์ ยังบอกอีกว่าส่วนใหญ่แล้ว ทีมที่มีผลงานตกลงแบบหน้าใจหายในช่วงสั้นๆ ในที่สุดแล้วก็จะกลับมามีผลงานในระดับมาตรฐานของทีมในระยะยาว ซึ่งนักเขียนด้านสถิติกีฬา อย่าง เดวิด แซลลี่ ยังเอาข้อสังเกตนี้มาเทียบกับการทำธุรกิจ โดยบอกว่า ตัวกุนซือนั้นมีผลต่อผลงานแข่งขันโดยตรงแค่ 15% เหมือนกับว่าผู้บริหาร หรือ CEO นั้นมีผลต่อการทำกำไรของธุรกิจแค่ 15% จากทั้งหมดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สถิตินี้ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวผู้จัดการทีมนั้นไม่สำคัญเลย
สรุปแล้ว การวิจัยต่างๆของทั้งมหาลัย จากหนังสือ และบริษัทที่ปรึกษาฟุตบอล ต่างได้ข้อพิสูจน์ในแนวเดียวกันว่า การไล่ตัวกุนซืออกนั้น ส่วนใหญ่จะส่งผลในทางบวกในระยะสั้น แต่เมื่อดูในระยะยาวแล้ว ผลงานของทีมก็จะขึ้นอยู่กับ “คุณภาพที่แท้จริงของทีม” นั่นเอง
Stoke City are delighted to confirm the appointment of Paul Lambert as the Club’s new manager.https://t.co/HPLKDZE3Zh#SCFC ?⚪️ pic.twitter.com/KyiQSrPmzA
— Stoke City FC (@stokecity) January 15, 2018
ส่วนข้อแนะนำจากงานวิจัยทั้งหลายนั้น คือบอร์ดบริหารของสโมสรฟุตบอล ควรจะวิเคราะห์ และคิดตริตรองให้ดี ก่อนจะเลือกทีมงานเข้ามาทำทีมในฤดูกาลใหม่ เพื่อเลี่ยงการปลดทีมงานและตัวกุนซือระหว่างฤดูกาล และยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ผู้จัดการทีมคนใหม่ที่เข้ามาแทนคนเก่านั้น มักจะไม่เก่งเท่าคนเก่า ซึ่งก็สามารถจะชี้ตัวอย่างได้ เช่นว่าพอล แลมเบิร์ต ก็คงไม่ได้เก่งไปกว่ามาร์ค ฮิวจ์ กุนซือคนเก่ามากนัก หรือกุนซืออย่างอลัน พาร์ดิว ก็ไม่ได้ว่าจะโดดเด่นกว่าโทนี่ พูลิส อดีตกุนซือเวสต์บรอมเท่าไหร่ ซึ่งข้อสังเกตนี้ จึงนำมาสู่ปัญหาว่า แม้ว่าการเปลี่ยนผู้จัดการทีมนั้น จะส่งผลให้ทีมรอดหนีตกชั้นได้ แต่พอกลับมาฤดุกาลใหม่ ทีมก็จะกลับสู่ปัญหาเดิม และต้องไล่ผู้จัดการทีมออกอีก กลายเป็นวงโคจรอันไม่มีที่สิ้นสุด
คงต้องทิ้งท้ายด้วยคำถามสำคัญว่า บอร์ดบริหารมองการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมนั้น เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นหรือยาว และต้องถามว่า บอร์ดบริหารต้องการความสำเร็จในระยะสั้น แต่ต้องเข้าไปอยู่ในวงโคจร ไล่–ตั้ง กุนซือกันเป็นว่าเล่นหรือไม่ หรือจะเลือกยอม “อดทน” และเดินตามงานวิจัยที่เราได้กล่าวไปล่ะ นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้บริหารทีมกีฬา ไม่ใช่แค่เฉพาะฟุตบอลด้วย ถึงมีค่าจ้างที่สูงมาก เพราะพวกเขาต้องมานั่งปวดหัวตัดสินใจกับเรื่องซับซ้อนแบบนี้นั่นเอง

































