กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้งสำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์แบรนด์หรูสัญชาติยุโรป หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีภาพข่าวรถ ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) สีขาวป้ายแดง จอดไฟไหม้คาโรงรถในบ้านของนักธุรกิจตระกูลดัง ขณะที่จอดชาร์จไฟอยู่ในบ้านพักของตัวเอง
จากกรณีดังกล่าว บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย รีบออกจดหมายชี้แจงทันควันว่า รถคันนี้ไม่ได้ซื้อผ่านทางบริษัท นั่นหมายความว่า ปอร์เช่ ปลั๊กอินไฮบริดคันดังกล่าว เจ้าของซื้อผ่านบริษัทผู้นำเข้าอิสระ หรือ “เกรย์ มาร์เกต” นั่นเอง
ทำความรู้จักรถ “เกรย์ มาร์เกต”
เอ่ยถึง เกรย์ มาร์เกต (Grey market) ถ้าแปลกันแบบตรงตัวที่แปลว่าตลาดสีเทานั้น แท้จริงแล้ว มันคือหนึ่งในธุรกิจการนำเข้าสินค้าที่ถูกกฎหมาย ภายใต้เงื่้อนไขข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ค้ากับผู้ผลิตและจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งในเมืองไทยมีบริษัทขายรถยนต์ที่เรียกว่า บริษัทผู้นำเข้าอิสระ หรือเกรย์ มาร์เกต เกิดขึ้นมากมาย นับตั้งแต่ที่มีการแก้กฏหมายเรื่องภาษีรถยนต์นำเข้าในปี 2535
อย่างไรก็ดีก็มีข่าวในเชิงลบกับกลุ่มเจ้าของธุรกิจนำเข้ารถยนต์แบรนด์หรูจากฝั่งยุโรปบางรายที่ อาศัยช่องโหว่ทางกฏหมาย ซิกแซกทางด้านการแจ้งราคาของตัวรถและตัวเลขภาษีในขั้นตอนผ่านด่านศุลกากร ที่ทำให้ชื่อเสียงของรถนำเข้าจากผู้นำเข้าอิสระติดภาพลบตามไปด้วยนั่นเอง
ทำไมรถ “เกรย์ มาร์เกต” ถึงได้รับความนิยม
ประเด็นสำคัญที่สุดที่รถจากกลุ่มของ “เกรย์ มาร์เกต” ได้รับความนิยมก็คือเรื่องของ “ราคา” ที่หากเทียบกันกับรถที่ขายผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ถือว่า ราคา เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจผู้ซื้อมากที่สุด ยกตัวอย่าง ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) ที่หากเทียบราคากับศูนย์ปอร์เช่ ประเทศไทยแล้ว หากซื้อจากเกรย์ มาร์เกต ก็จะได้ราคาถูกกว่าร่วม 2 ล้านบาทเลยทีเดียว
นอกจากนี้ เหล่าผู้นำเข้าอิสระยังสามารถที่จะเลือกรถรุ่นที่ไม่มีการนำเข้ามาในเมืองไทยโดยตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้กับลูกค้าได้ รวมถึงเลือกสีได้อย่างที่ลูกค้าต้องการ เลือกออฟชั่นเพิ่มเติมได้ตามสั่ง ที่สำคัญ ระยะเวลาในการสั่งซื้อและจองในบางคันก็ถือว่ารวดเร็วกว่ารถที่นำเข้าโดยบริษัทแม่ด้วยซ้ำไป
แล้วข้อเสียของรถ “เกรย์ มาร์เกต” คืออะไร
อย่างที่ได้อธิบายไว้ในย่อหน้าด้านบนว่า ที่ผ่านมามีข่าวมากมายกับ รถหรูบางคันที่นำเข้ามาในเมืองไทยตัวตัวเลขภาษีที่ไม่ถูกต้อง หรืออาจเป็นรถที่จดทะเบียนไม่ถูกต้อง รวมถึงในบางรายอาจหลบเลี่ยงด้วยการนำเข้าแยกชิ้นส่วนซึ่งเสียภาษีในอัตราที่น้อยกว่า แล้วนำมาประกอบในเมืองไทยก็มีเช่นเดียวกัน
ทว่าที่สำคัญที่สุด คือเรื่องของการรับประกัน เพราะรถบางคันที่ไม่ได้ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทย อาจมีบางชิ้นส่วนที่ไม่เหมาะกับการขับในประเทศไทย และเกิดความเสียหายขึ้นมาได้ ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมชนิดที่ต้องกุมขมับกันแน่นอน เพราะหากคุณซื้อผ่านตัวแทนอย่างเป็นทางการ ในปัจจุบันจะมีการรับประกันถึง 9 ปี และบางรุ่นที่มีระบบไฮบริด ก็จะรับประกันระบบไฟฟ้าถึง 6 ปี เลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี อยู่ที่การตัดสินใจของผู้ซื้อว่าจะยอมเลือกจ่ายแพงกว่า เพื่อตัดปัญหาในกรณีรถเสีย หรือจะเลือกจ่ายถูกกว่า แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะคุ้มค่าส่วนต่างในของราคาหรือไม่
ทำไมรถยนต์ “ปลั๊ก-อิน ไฮบริด” ถึงต้องชาร์จไฟ
ปัจจุบันรถยนต์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-In Hybrid) เริ่มเข้ามามีบทบาทบนท้องถนนบ้านเรามากขึ้น ซึ่งรถเหล่านี้แต่ต่างจากรถยนต์รุ่นไฮบริดที่เรารู้จักกันก่อนหน้านี้ อาทิ พริอุส ,คัมรี่ ไฮบริด ,แอคคอร์ด ไฮบริด ,หรือแจ๊ซ ไฮบริด ตรงที่โดยรถไฮบริดรุ่นเดิมๆ จะอาศัยเครื่องยนต์ทำงานเป็นหลัก และชาร์จไฟไปเก็บที่แบตเตอรี่ ทำงานในช่วงที่รถใช้กำลังน้อย หรือขับช้าๆเท่านั้น
ส่วน ปลั๊ก-อิน ไฮบริด มันคือเทคโนโลยี ที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำมัน ทำงานร่วมกันเป็นตัวขับเคลื่อน รวมถึงยังสามารถใช้ไฟฟ้าแบบ 100 เปอร์เซนต์เป็นตัวขับเคลื่อนในช่วงความเร็วสูงเกินกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อีกอีกด้วย ฉะนั้นรถยนต์รุ่นนี้จึงจำเป็นต้องมีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้าเข้ากับแบตเตอรี่ความจุสูง ที่สามารถทำให้วิ่งไปได้ระยะและความเร็วมากกว่านั่นเอง
ชาร์จไฟรถยนต์ “ปลั๊ก-อิน ไฮบริด” แล้วไฟไหม้ได้อย่างไร
ประเด็นไฟไหม้รถปอร์เช่ถือเป็นประเด็นที่ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด โดยบริษัทแม่ของปอร์เช่ในเมืองไทยกำลังอยู่ระหว่างการประสานไปยังโรงงานปอร์เช่ เอจี ประเทศเยอรมนี เพื่อสืบสวนถึงสาเหตุทางเทคนิคที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีในรถทุกคันที่ออกจากโรงงานไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใด ล้วนมีคู่มือและคำแนะนำการชาร์จไฟที่ถูกวิธีเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ในเบื้องต้นหากเป็น รถที่ออกจากศูนย์ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการก็จะสายชาร์จและหัวปลั๊กเสียบที่สามารถใช้งานกับปลั๊กไฟปกติในเมืองไทยได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ในคู่มือของรถทุกคันจะย้ำว่า ห้ามใช้ปลั๊กพ่วง(ปลั๊กต่อ) สำหรับการเสียบชาร์จแบตเตอรี่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการใช้สายปลั๊กพ่วงและเต้ารับที่ไม่ได้มาตรฐานนั่นเอง
นอกจากนี้อีกหนึ่งทางเลือกที่เริ่มเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันนั่นก็คือสถานีบริการชาร์จไฟ ที่ล่าสุด การไฟฟ้านครหลวง จับมือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดตัวโครงการ EA Anywhere ที่ตั้งเป้าสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถทุกประเภททุกยี่ห้อที่้เป็น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และไฟฟ้าแบบ 100 เปอร์เซนต์ ให้ครบ 1,000 แห่ง ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายในสิ้นปี 2561 นี้






























