
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิตอลต่างเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างมาก จนทำให้เราอาจหลงลืม “โทรทัศน์ หรือ ทีวี” ที่เคยเป็นเพื่อนแก้เหงาทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งสิ่งที่เป็นเหมือนศัตรูตัวร้ายของทีวี นั่นก็คือ “โทรศัพท์มือถือ หรือ สมาร์ทโฟน” อวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์
โดยเจ้าโทรศัพท์มือถือเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น เริ่มจากเป็นอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของการติดต่อระหว่างกัน และพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถติดต่อสื่อสารกันแบบเห็นหน้า หรือ Face Time ได้ ทั้งแอพพลิเคชั่นเกมส์ต่างๆ เน็ตแบงค์กิ้ง
รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์วีดีโออย่าง “LINE TV” ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย เพราะเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่น่าสนใจ และยังสามารถดูทีวีย้อนหลังได้ก่อนใครอีกด้วย ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอเฉพาะแค่หน้าทีวีอีกต่อไป และข้อมูลจาก TNS, The Connected Life ปี 2017 ก็ได้ระบุว่า คนส่วนใหญ่ใช้เวลาดูวิดีโอบนโทรศัพท์มือถือมากถึง 90%
และในช่วงเวลาเพียง 3 ปี LINE TV มียอดดาวน์โหลดจากผู้ใช้งานไปแล้วกว่า 20 ล้านครั้ง ทั้งนี้ Nielsen ยังเผยข้อมูลให้เห็นว่า ผู้ชม LINE TV ใช้เวลาเฉลี่ยต่อวัน 176 นาที ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ส่วนของการรับชมทีวีทั่วไปอีกด้วย นอกจากนี้ LINE TV ยังได้ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 161 ราย เพิ่มขึ้นถึง 90% จากปี 2016
ด้วยความแข็งแกร่งทางด้านพันธมิตรกับช่องทีวีต่างๆ LINE TV จึงได้รับการโหวตจาก Nielsen ให้เป็นแพลตฟอร์มดูทีวีย้อนหลังอันดับ 1 ในประเทศไทย ที่ได้รับสิทธิ์ในการฉายละครไพรม์ไทม์ รายการทีวีชั้นนำ และรายการบันเทิงย้อนหลังแบบเอ็กซ์คลูซีพ
ซึ่งภายในงาน “LINE TV NEXPLOSION 2018” นายกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย เปิดเผยถึงภาพรวมของธุรกิจ LINE TV ว่าสำหรับก้าวต่อไปของ LINE TV จะเน้นกลยุทธ์การสร้างคอนเทนต์ที่แข็งแรงและร่วมมือกับพันธมิตร ที่มีความชำนาญในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาบริการให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และเพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภค
ไม่ว่าจะเป็นการรับชมรายการหรือละครย้อนหลังก่อนใคร และคอนเทนต์ที่มีบน LINE TV ที่เดียวเท่านั้น ล่าสุด LINE TV ได้จับมือกับช่องทีวีอย่าง ช่อง 3, เวิร์คพอยท์ และช่อง 8 เพื่อนำเสนอละครย้อนหลัง นอกจากนี้ยังมีพันธมิตร อย่างช่อง one31 และ GMM TV สำหรับการรับชมคอนเทนต์ย้อนหลังก่อนแพลตฟอร์มอื่นๆ อีกด้วย
ทั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนแล้วว่า “คนเริ่มดูทีวีน้อยลงจริงๆ” ซึ่งนอกจากคนจะไม่ค่อยดูทีวีกันแล้ว คนส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมที่มักจะทำกันอยู่บ่อยๆ ระหว่างดูทีวี นั่นก็คือ การเลือกสนใจสมาร์ทโฟนมากกว่าทีวี จนเป็นอุปสรรคที่คอยขัดขวางการรับชมละครหรือรายการผ่านทางโทรทัศน์ และเราก็ได้รวบรวมถึงพฤติกรรมเหล่านั้นมาให้คุณผู้อ่านได้ทราบกันแล้วดังนี้
1.เปิดทีวีระหว่างกินข้าว แต่เล่นโซเชียลในโทรศัพท์
2.เปิดทีวีแต่เล่นเกมส์ในโทรศัพท์
3.เปิดทีวีแต่ดู Live ละครหรือรายการนั้นๆ ในโทรศัพท์อีกที
4.เปิดทีวีแต่ปิดเสียง แล้วเปิดเพลงในโทรศัพท์ฟัง
5.เปิดทีวีแต่ Face Time ผ่านโทรศัพท์
6.เปิดทีวีดูภาพยนตร์ แต่ฉากสำคัญถูกตัดออกจึงดูผ่านโทรศัพท์แทน






























