Home Trending Story Trend ในประเทศ นายพรานซีอีโอกับระบบยุติธรรมขี้เกรงใจ

นายพรานซีอีโอกับระบบยุติธรรมขี้เกรงใจ

ในเช้าที่ลมหนาวสุดท้ายกำลังมาเยือนกทม. คนทั่วไปใช้ชีวิตตามปกติ หน้าฟีดเต็มไปด้วยรายงานจราจร แต่มันช่างเป็นเช้าที่หดหู่สำหรับบางคน เมื่อเขาและเธอรู้สึกว่า “ต้องอยู่ในประเทศนี้อย่างสิ้นหวัง และคุกมีไว้แค่ขังคนจน” หลังข่าวคนในชนชั้นอีลิท (Elite) ของประเทศออกไปหาความสำราญเข้าป่าล่าสัตว์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ผืนป่าที่ถูกยกให้เป็นมรดกโลกถูกเจ้าหน้าที่ทำการจับกุมพร้อมกับซากเสือดำ อันเป็นหลักฐานสำคัญในการจับกุม 

คนที่เสพข่าวสารนี้ส่วนใหญ่ต่างรู้สึกตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายทันทีที่เห็นโปรไฟล์ของนายพราน ว่าเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทระดับท้อปไฟว์ของประเทศ พลันคำพูดของ  “ธเนศ วงศ์ยานนาวา” ก็วาบเข้ามาในความคิดของใครหลายคน  “คุณอย่าคิดอะไรมาก ประเทศนี้ไม่ใช่ของคุณ อยู่ๆไปเถอะ คิดซะว่าเช่าเค้า ทำงานหาเงิน ใช้ชีวิตให้มันมีความสุขไป สิ้นเดือนรับตังค์ แดกข้าว อยากไปเที่ยวไหนก็ไป ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก อยู่ๆไปเหอะ”

ภาพจาก Pixabay

ทำไมเราเชื่อกันว่า “นายพรานซีอีโอ” รายนี้จะรอด

การเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มี กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากกว่าอุทยานแห่งชาติในการเปิดรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น กำหนดขึ้นเป็นพื้นที่ให้สัตว์ได้อยู่และ เคลื่อนที่อย่างสะดวกและโดยไม่มีการรบกวนอย่างดีที่สุด ดังนั้นการเข้าไปเพื่อทำวิจัย ศึกษา หรือ การทำงานในเชิงอาสาสมัครจะได้รับการพิจารณาก่อนวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว ขณะที่นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าไปสัมผัสผืนป่าของทุ่งใหญ่นเรศวรต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้า 15 วัน

แต่สำหรับซีอีโอ ที่มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ขออนุญาตพอเป็นพิธีแค่หนึ่งวัน และยังพกอาวุธร้ายแรงเข้าไปในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป คงไม่สามารถทำได้ ขณะที่โปรโฟล์ของนายพรานกิตติมศักดิ์เป็นถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทก่อสร้างระดับท้อปไฟว์ของประเทศ ที่ประมูลโครงการระดับเมกกะโปรเจคมานับไม่ถ้วน ด้วยข้อมูลดังกล่าวทำให้คนหลายคนถึงกับเปรยขึ้นมาว่า “ไม่ต้องสืบเลยว่าทีมทนายจะพร้อมสู้ตามกระแสเงินขนาดไหน”

คุกมีไว้ขังคนจนกับระบบยุติธรรมขี้เกรงใจ

ประโยคนิยม ที่หลายคนระบายบนหน้าฟีดของตนเองกับเหตุการณ์นี้คือ “คุกมีไว้ขังคนจน” มันไม่ได้เพียงแค่แสดงความอึดอัดเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม หากมองลงไปให้ลึกประโยคนี้หมายรวมถึง กฎหมายที่ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์พอที่จะควบคุมผู้กระทำผิด กรณีของนายพรานซีอีโอ รายนี้เป็นตัวอย่างชั้นดีเพราะมีคำถามต่อเนื่องไปเรื่อยๆกับการทำผิดของนายพรานซีอีโอรายนี้ 

“เขาใช้สิทธิพิเศษในการเข้าไปในเขตป่าสงวน สามารถพกอาวุธร้ายแรงเข้าไปด้วยได้ คำถามต่อมาคือใครเป็นคนอนุญาตให้เข้าไป และถ้ามองให้ลึกลงไปอีกคนที่อนุญาตให้เข้าไปนั้นได้รับผลตอบแทนอย่างไร และผลตอบแทนที่ผู้อนุญาตได้รับถูกส่งไปถึงมือใครบ้าง”

เพียงเท่านี้หลายคนก็พากันถอนหายใจ และยิ่งไปมองที่กระบวนการยุติธรรมก็เหมือนหันไปพบกับความว่างเปล่า “เพราะด้วยสถานะที่เป็นคนในระดับ “อีลิท” (Elite) กลุ่มชนชั้นนำที่มีอำนาจอยู่ในประเทศ ระบบยุติธรรมขี้เกรงใจอาจไม่สามารถแตะต้องคนเหล่านี้ได้เท่าไร ด้วยช่องว่างทางกฎหมาย อำนาจเงิน และที่สำคัญที่สุดคือ คอนเนคชั่น ในกลุ่มชนชั้นนำของประเทศ น่าจะทำระบบยุติธรรมขี้เกรงสั่นคลอนด้วยการร้องขอให้เบามือ หรือแตะเพียงแต่น้อย พอให้คนทั่วไปรู้สึกว่าได้มีการลงมือทำอะไรแล้ว แต่ถ้าล้ำเส้นมากไปอาจกระเทือนหน้าที่การงานของตนเอง พอถึงจุดนี้คนในกระบวนการก็จะคิดตรงกันว่า “อยู่เฉยๆแล้วปล่อยผ่านดีกว่า”

เราเปลี่ยนไม่ได้แต่เราสร้างแรงกระเพื่อมได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุ่งใหญ่นเรศวร ไม่ใช่ครั้งแรกของความท้าทายในระบบยุติธรรมของเมืองไทย มีหลายต่อหลายเหตุการณ์ที่ เรามองเห็นว่า “เรื่องที่ไม่ปกติแต่กำลังถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ” มีเสียงถามมาว่าแล้วจะให้ทำอย่างไร เพราะเราไม่มีอำนาจอะไรเพื่อความเปลี่ยนแปลง  คำตอบคือใช่ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราสร้างแรงกระเพื่อมได้

พลังของแรงกระเพื่อมนั้นจะทำให้คนรับรู้ในวงกว้าง และส่งผลกระทบไปถึงตัวผู้ก่อเหตุ และผู้ขับดันแรงกระเพื่อมสำคัญในสังคมปัจจุบันคือ  โซเชียลมีเดีย เพราะพลันที่เรื่องราวของการล่าสัตว์แบบอุกอาจนี้ถูกเผยแพร่ออกไป แฮชแทค#ทุ่งใหญ่ ขึ้นอับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์เพียงชั่วข้ามคืน ขณะที่เว็บไซต์ Change.org “ร่วมกันบอยคอตบริษัทไทยอิตาเลียน คดีล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวรของประธานบริษัท ข้อหา” มีผู้ร่วมลงชื่อหลักหมื่นรายภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

มีคำกล่าวหนึ่งในทวิตเตอร์ เขียนเอาไว้ว่า “มนุษย์เราสามารถอยู่ได้โดยไร้คนรัก แต่มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ในสังคมที่มีแต่คนรังเกียจ” ถ้าท้ายที่สุดแล้วกระบวนการยุติธรรมขี้เกรงใจของเมืองไทยจะทำให้เรื่องไม่ปกติเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องปกติอีกหนึ่งเรื่อง เราจงมาช่วยกันสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เพราะแรงกระเพื่อมก็เหมือนกับการส่งเสียงของเรา ที่แสดงให้ “พวกเขา” เห็นว่า “ความโกรธของประชาชน” นั้นมีอยู่มากมายเพียงใด