Home Inspiration My Dear มีเดีย ความสุขจากการมองโลกแบบเด็กๆ

ความสุขจากการมองโลกแบบเด็กๆ

ภาพจาก Pixabay

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ตรงกับวันเด็กแห่งชาติ และในวันเด็กแห่งชาติที่ตรงกับยุคสมัยที่ ดิจิตอล ครองเมือง จนทำให้คนไทยเป็นชาติที่ใช้อินเทอร์เนตบนมือถือมากที่สุดในโลก และแน่นอนว่า ในช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้ สังคมโซเชียลไทยก็ต้องมีเทรนด์เป็นของตนเอง เมื่อชาวโซเชียล พากันเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นรูปวัยเด็ก และ รำลึกวีรกรรมของแต่ละคนในสมัยที่ยังเด็กอยู่ จนทำให้ #วันเด็กแห่งชาติ ติดอันดับในเทรนด์ทวิตเตอร์ ตั้งแต่ช่วงสายๆของวันเสาร์จนถึงคืนวันอาทิตย์

แน่นอนว่าใน แฮชแทค ดังกล่าวมีหลายคนเอารูปในอดีตของตนเองมารำลึกความหลัง มีหลายคนพูดถึงของเล่นในวัยเด็ก และอีกหลายคนพูดถึงความแก่น กล้า และ ก๋ากั่น ของตนเอง แต่อย่างนึงที่ทุกคนสรุปออกมาคล้ายๆกันคือ วัยเด็กคือช่วงที่มีความสุขมากที่สุด ไม่ต้องคิดอะไร มากเท่ากับในวัยผู้ใหญ่  ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริง 

มีคนเคยพูดว่าให้ได้ยินว่าชีวิตเรา โดนประสบการณ์โบยตีมาขนาดไหนให้ดูจากกาแฟที่เขาดื่มเพราะยิ่ง ผ่านโลกมานาน ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ รสชาติขอกาแฟจะขมขึ้นเรื่อยๆ  

ถ้ามาลองเปรียบเทียบดูก็เหมือนจะจริง เพราะในวัยเด็กพวกเรากินกันแต่โอวัลติน ไมโล แม้ว่าจะทะเลาะกันขนาดไหน สุดท้ายก็กลับมาเล่นด้วยกันได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อโตขึ้นมาได้หน่อยเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น กลายเป็นว่าความขัดแย้งเพียงเล็กน้อย สามารถขยายความเป็นดราม่าบนโลกออนไลน์ได้ง่ายๆ 

และถ้ามองย้อนกลับไปถึงเรื่องราวที่ทำให้ยิ้มหัวได้ เมื่อเรายังเยาว์นั้น หลายคนอาจตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมในเวลานั้นแค่ก้อนเมฆบนท้องฟ้า ก็ทำให้หัวเราะได้ แต่ในวันนี้แม้ว่าจะยังคงเป็นท้องฟ้าแผ่นเดิม ก้อนเมฆก้อนเดิม หากสายตาที่เรามองท้องฟ้านั้นเปลี่ยนไป และรอยยิ้มออกจากหัวใจเราไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม

สังคมในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง เด็กในอดีตกลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่กำลังสับสนในวันนี้ หลายคนมุ่งหน้าเพื่อแสวงหาความสำเร็จโดยไม่สนใจวิธีการว่าจะทำร้ายใครบ้าง หลายคนหวังมีชื่อเสียงเงินทองและพร้อมที่จะแลกในทุกอย่างที่ตนเองมีเพื่อให้ได้มา และมีอีกหลายคนโหยหาความสุขในวัยเด็กที่ไม่เคยได้หวนกลับคืนมาอีกเลย

อันที่จริงแล้วความสุข รอยยิ้ม หรือ แม้แต่เสียงหัวเราะเหมือนในวัยเด็ก มันไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะเรียกความรู้สึกแบบนั้นกลับคืนมา เพียงแค่เรากลับไปคิดบางเรื่องแบบเด็กกันบ้างก็ไม่เสียหาย ถ้าคุณกำลังผิดใจกับเพื่อนคุณก็เดินเข้าไปคุยกับเขาก่อนเหมือนตอนที่ยังเป็นเด็ก 

ถ้าคุณอยากมีความสุขก็จงมองโลกแบบเด็กๆ ถ้ามีปัญหาก็ไม่แบกมันเอาไว้บนบ่า จบแล้วก็จบไป ถ้าต้องแก้ไขก็รู้จักที่จะเรียนรู้ เหมือนที่เราเรียนรู้ที่จะแก้ไขการบ้านที่เราทำผิด และท้ายที่สุด ถ้าคุณโหยหายิ้มเต็มยิ้มแบบในวัยเด็ก ก็เพียงแค่มองโลกเพราะมันเป็นอย่างนั้นไม่ต้องคิดไปแก้ไขอะไร หากแต่เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีความสุข  

ดูเหมือนว่าวันเด็กจะไม่ได้แค่ให้ความสุขแก่กับเด็กเท่านั้น หากแต่เป็นวันที่ทำให้ผู้ใหญ่ได้ทบทวนตัวเองด้วยว่า เมื่อพ้นจากวัยเด็กมาแล้วยังพอหาความสุขให้กับตนเองได้เช่นเดิมหรือไม่