Home Uncategorized 101 แมนฯยูไนเต็ด (53): ทีมงานที่หลากหลายของ “ผีแดง” และการตลาดของทีม

101 แมนฯยูไนเต็ด (53): ทีมงานที่หลากหลายของ “ผีแดง” และการตลาดของทีม

เกมฟุตบอลการกุศล Match for Children ของ UNICEF ที่มีนักเตะจากหลายๆชาติมาร่วมแข่ง (ภาพจาก tonkit360.com)

เรื่องราววันนี้ อาจจะแหวกแนวออกไปบ้างครับ เพราะผมจะเล่าประสบการณ์ส่วนตัวของการร่วมงานกับคนต่างๆในสนาม และเล่าว่าคนเหล่านี้ เขามาจากประเทศไหน ลักษณะคนทำงานที่นี่เป็นอย่างไร พร้อมกับเรื่องราวและมุมมองของผมเกี่ยวกับงานด้านการตลาดของผีแดงด้วยครับ

ผมขอบอกเลยว่าการทำงานที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น ทำให้ผมได้เจอกับคนหลายชาติ หลายพื้นฐาน หลายความคิด แต่ที่สำคัญคือ พวกเราก็อยู่ด้วยกันได้อย่างดีครับ เพราะคนที่ทำงานที่นี่นั้น มีทั้งนักเรียนแบบผม ที่ทำงานไป และเรียนไป มีทั้งคนวัยทำงานที่ทำงานพาร์ตไทม์อาทิตย์ละ 2-3 งาน หรือจะทำงานแบบเต็มเวลาก็มีครับ ไปจนถึงคนที่เกษียณแล้ว แต่เป็นแฟน “ปีศาจแดง” มานานมาก (บางคนเป็นแฟนมาตั้งแต่ยุคของเซอร์ แม็ตต์ บัสบี้เลยทีเดียว) แถมยังมีคนที่เป็นนักแสดงมาทำงานด้วย พ่อของนักฟุตบอลระดับทีมชาติก็มี! (แต่ผมขอไม่เปิดเผยชื่อละกันนะครับ) เรียกได้ว่าหลากหลายจริงๆ

ซึ่งการได้ทำงานที่นี่ ทำให้ผมได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ (ทั้งจากการดูงาน และเรื่องราวต่างๆที่ไกด์ท่านอื่นเล่าให้ฟัง) และมุมมองต่างๆ ทั้งที่ดีและไม่ค่อยดีเกี่ยวกับทีมฟุตบอลทีมนี้

เป็นสโมสรที่ “ครอบครัว” เยอะจริง

ภาพที่ถ่ายกับพนักงานส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์และทัวร์ (ภาพจาก tonkit360.com)

สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นเรื่องดี คือการที่ผมได้เจอกับครอบครัวที่ทำงานที่นี่ ไล่มาทั้งคุณแม่ คุณลูก หรือบางทีก็จะเป็นคุณตา พ่อตา ว่ากันไปครับ เช่นว่า เพื่อนสนิทของผมที่ทำงานเป็นไกด์นั้น คุณแม่ของเขาก็เป็นไกด์ทัวร์เหมือนกัน แถมยังเป็นคนที่คอยสอนผมตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ๆด้วย หรือบางทีคุณพ่อที่เกษียณแล้ว ก็มาทำงานเป็นไกด์ โดยให้ลูกๆทำงานเป็นพนักงานในพิพิธภัณฑ์ครับ บางทีทั้งแม่-ลูกก็ทำพิพิธภัณฑ์เหมือนกัน ซึ่งมันเลยมีบรรยากาศแบบ “ครอบครัว” อยู่ในการทำงานพอสมควร แถมคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นแฟนผีแบบเข้าเส้นสุดๆ เพราะฉะนั้นเขาก็จะมาทำงานนี้ด้วยใจ และทำงานอย่างเต็มที่ ข้อมูลแน่น และเอาใจใส่อย่างมาก

คนหลายชาติจริงๆ

อย่างที่ผมเคยเล่าไปก่อนหน้านี้ครับ ว่าสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นเป็น “สโมสรระดับโลก” และจะต้องต้อนรับแฟนๆ และสปอนเซอร์จากทั่วโลกอยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่พวกเขาต้องหาคนที่สามารถพูดภาษาต่างๆได้ ซึ่งตอนที่ผมอยู่นั้น สโมสรสามารถทำทัวร์ได้หลายภาษา (ไทย อังกฤษ สเปน อิตาเลียน ญี่ปุ่น จีน (ทั้งแมนดารินและกวางตุ้ง)) และพนักงานยังสามารถพูดภาษาฝรั่งเศส ฮินดี (ภาษาท้องถิ่นของประเทศอินเดีย) และสโลวักได้ด้วย และแน่นอนว่า ถ้าเกิดมีแฟนบอลที่เป็นชาวไทยซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เขาก็จะให้ผมเข้าไปช่วยเหลือทันที โดยตอนนี้ก็ยังมีพี่คนไทยที่เป็นพนักงานในพิพิธภัณฑ์อยู่ครับ

มีสำนักงานหลายที่ด้วยนะ

เช่นวันแถลงข่าวของบริษัท เอ.พี ฮอนด้า นั้นก็ได้ทีมงานจากออฟฟิศของฮ่องกงมาจัดการ (ภาพจาก tonkit360.com)

ส่วนในเรื่องของสปอนเซอร์นั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเองก็มีออฟฟิศอยู่ในหลายๆที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในเมืองแมนเชสเตอร์ ลอนดอน ฮ่องกง และนิวยอร์ก และเนื่องจากพวกเขามีสปอนเซอร์จากทั่วโลก การหาพนักงานด้านการตลาดที่สามารถพูดภาษาได้ต่างๆได้ ก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งผมก็เคยได้ร่วมงานกับทีมงานที่เป็นคนจีน ฮ่องกง และญี่ปุ่นมาก่อน และยังไปได้รู้จักกับทีมงานสปอนเซอร์ที่เป็นคนแคนาดาอีก แต่อันนี้คือรู้จักผ่านเพื่อนสนิท (ก็แฟนของเพื่อนน่ะแหละ) ที่มหาลัยตอนออกมาจากสโมสรแล้ว และไปเรียนปริญญาโทต่อที่ลอนดอนครับ คือบอกเลยว่า โลกกลมจริงๆครับ

ดีต่อการตลาดเหมือนกันนะ

เด็กๆแต่งตัวเป็น X-Men หนึ่งในหนังจากค่าย 20 Century Fox ที่เป็นสปอนเซอร์ (ภาพจาก manutd.com)

ความที่สโมสรมีคนจากหลายชาติเข้ามาทำงานนั้น ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสปอนเซอร์ และแฟนบอลจากชาติต่างๆได้ง่ายขึ้น และเข้าใจถึงความต้องการของแฟนๆจากทั่วทุกมุมโลกได้ดี และการที่มีออฟฟิศตั้งอยู่ที่ประเทศที่มีฐานแฟนบอลใหญ่ๆ เช่นในอเมริกาหรือเอเชียนั้นก็ช่วย การมีคนจากชาติต่างๆเข้ามาทำงาน ผมก็ว่าน่าจะมีส่วนช่วยให้แมนฯยูตีบทแตกในแง่การตลาดในระดับหนึ่งอีก

ยานมาร์ สปอนเซอร์รถแท็รกเตอร์ของสโมสร (ภาพจาก manutd.com)

โดยส่วนตัวผมแล้ว จากที่ได้ทำงานกับสโมสรนั้น จะสังเกตได้ว่าสโมสรมีสปอนเซอร์จากทั่วทุกมุมของโลก และมีสปอนเซอร์เป็นสินค้าในหมวดหมู่แปลกๆ เช่นแทร็กเตอร์ไถนา หรือจะเป็นค่ายหนัง ไปจนถึงหมอนเพื่อสุขภาพ ซึ่งเหมือนกับเป็นการเจาะเข้าหาผู้บริโภคในเกือบทุกด้าน โดยการทำแบบนี้ นักวิจัยเรื่องกีฬาซึ่งเคยสอนผมในการเรียนปริญญาโทเรื่องธุรกิจกีฬา ก็ยังเถียงกันไม่จบว่าสรุปแล้วมันเป็นเรื่องดีหรือไม่

ภาพแคมเปญโฆษณา “นิชชิน” ของสโมสร (ภาพจาก manutd.com)

เพราะมุมหนึ่งก็มองได้ว่าเป็นการทำธุรกิจให้ทั่วถึงผู้บริโภคต่างๆ เพราะ “กลุ่มเป้าหมาย” ของแต่ละบริษัทที่เป็นผู้สนับสนุนนั้น ก็อาจจะเป็นแฟนกีฬาฟุตบอลก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นว่า หากดูจากสถิติแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่คนในเอเชียจะเชียร์แมนฯยู ฉะนั้นการสโมสรมีบริษัทขายบะหมี่อย่าง “นิชชิน” มาเป็นสปอนเซอร์นั้น ก็ดูมีเหตุผลดี หรือคนที่ชอบดูหนังฟอร์มยักษ์ ก็อาจจะเป็นแฟนบอล และเป็นสาวก “ผีแดง” ได้เช่นกัน มันไม่ไกลตัวกันมาก แถมหากดูผลรายได้ที่สโมสรได้มานั้น จะเห็นว่าทางสโมสรทำเงินจากสปอนเซอร์เยอะอยู่พอตัว และมีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ (จากตัวเลขก่อนยุคของมูรินโญ่)

แต่อีกมุมนึงก็อาจจะมองว่า “มันไม่เหมาะสมต่อวงการฟุตบอล” (แฟนบอลท้องถิ่นเคยทักเรื่องนี้) เพราะเหมือนเป็นการทำอะไรที่สิ้นคิด เอะอะอะไรก็เอาตราสโมสรไปแปะ และไม่มีความเป็น “ท้องถิ่น” เหลืออยู่ (เหมือนกับสโมสรขาย “วิญญาณ” อย่างงั้นแหละ) เพราะมีแต่สปอนเซอร์จากต่างประเทศ คิดได้ทั้งสองมุมครับ แต่สิ่งสำคัญที่ผู้สันทัดกรณีทั้งเรื่องธุรกิจกีฬาและการตลาดมองนั้น คือสโมสรจะต้องคิดถึงเรื่อง strategic fit หรือความเหมาะสมในแง่แผนการณ์การตลาดของทีมก่อนจะเลือกเซ็นกับสปอนเซอร์ครับ ตัวอย่างเช่น สโมสร (บางทีม) ไม่ควรจะมีสปอนเซอร์เป็นบริษัทกู้เงิน เพราะอาจจะทำให้สโมสรมีภาพลักษณ์ว่าเป็นทีมที่ “ไม่มีเงิน” เป็นต้น

เนื้อหาอาจจะดูแน่นพอสมควรสำหรับตอนนี้ แต่ผมก็อยากฝากเกร็ดความรู้ทั้งความรู้ทั้งด้านการทำงานของสโมสร และด้านการตลาดไว้ครับ ส่วนสัปดาห์หน้า เราจะมีเนื้อหาสบายๆ หรือเจาะลึกกับทีมฟุตบอลที่มีแฟนติดตามมากที่สุดในโลกทีมนี้ แบบไหนมาฝากกัน ถ้าอยากรู้ก็ต้องห้ามพลาด คอยติดตามกันได้นะครับ

“101 เรื่องลึกแต่ไม่ลับ” แมนฯยูไนเต็ด คือ เรื่องที่เจาะลึกของสโมสร “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่เคยร่วมงานกับสโมสรแห่งนี้เป็นเวลากว่าปีครึ่ง โดยนำเสนอเป็นประจำทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ไปจนกว่าจะครบ 101 เรื่อง

ส่วนใครที่พลาดตอนอื่นๆของ “101 เรื่องลึกแต่ไม่ลับ” แมนฯยูไนเต็ดไป สามารถเข้าไปย้อนอ่านกันได้ที่ https://tonkit360.com/tag/101-เรื่องลึกไม่ลับ