“อ้าว วันนี้ไม่อ่านข่าวเหรอครับ ?” คือประโยคที่ผมจำได้ไม่ลืม เมื่อชายหนุ่มนามว่า อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ เอ่ยทักทาย ขณะที่เราทั้งคู่เจอกันโดยบังเอิญที่ซูเปอร์มาร์เกตแห่งหนึ่งย่านเลียบทางด่วน-รามอินทรา เมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเวลาราวๆ 15 วัน ก่อนที่พี่ตูนจะออกวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน
แค่ประโยคสั้นๆแต่กินใจเหลือเกิน เพราะย้อนกลับไปราวๆเกือบ 10 ปีก่อน ผมเคยเจอพี่ตูน(โดยบังเอิญ) มาแล้วครั้งแรก ณ ซูเปอร์มาร์เกตอีกแห่งหนึ่งย่านเกษตร-นวมินทร์ ในวันนั้นผมปรี่เข้าไปเพื่อขอถ่ายรูปกับพี่ตูนตามประสาแฟนเพลง พร้อมนำเสนอก่อนเลยว่า “ผมก็เป็นแฟนสเปอร์สเหมือนพี่นะค้าบ”
ซึ่งประโยคที่พี่ตูนตอบกลับมาในตอนนั้น ยิ่งทำให้สายเลือด “ยิด อาร์มี่” ด้วยกัน สูบฉีดแรงขึ้นไปอีก เพราะแกบอกว่าจำผมได้จากรายการ “สปอร์ต อัพเดต” รายการข่าวกีฬาทางทรูสปอร์ตเมื่อหลายปีที่แล้ว ก่อนที่จากนั้นเราจะยืนปรับทุกข์เรื่องฟอร์มของสเปอร์สอีกสักพักก่อนแยกย้าย
ที่เกริ่นมายืดยาวขนาดนี้ เพราะวันนี้เข้าสู่วันที่ 2 ของพี่ตูนในการวิ่งโครงการ “ก้าวคนละก้าว ครั้งที่ 2” กับการระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศไทย โดยออกสตาร์ทมาจาก อ.เบตง จ.ยะลา อำเภอใต้สุดของประเทศ ไปสู่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เขตเหนือสุดของไทย
จากนี้ไปจนไปสิ้นสุดภารกิจวันที่ 25 ธันวาคม “ตูน บอดี้สแลม” จะต้องใช้เวลาวิ่งอีก 44 วัน(ไม่รวมวันหยุดพัก 10 วัน) รวมระยะทางทั้งสิ้นอีกกว่า 2,000 กิโลเมตร หากเทียบระยะทางแล้ว เท่ากับว่าพี่ตูนจะต้องวิ่งในระยะทางเท่ากับการแข่งขันวิ่งมาราธอนรวมกันมากกว่า 50 ครั้งเลยทีเดียว
ถือเป็นการลงทั้งแรงกายแรงใจ ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการที่เครื่้องมือแพทย์เหล่านั้นจะได้มีส่วนช่วยชีวิตคนอีกมากมายนับจากนี้ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสตัวจริงของ “ตูน บอดี้สแลม” ไม่น่าแปลกใจ ที่เขาได้กลายเป็นฮีโร่ของประเทศไปแล้ว จนทำให้ยอดบริจาคในการวิ่งครั้งแรกจะทะลุเป้าไปถึง 70 ล้านบาท
ส่วนการวิ่งครั้งนี้จะเป็นไปตามเป้า 700 ล้านบาทหรือไม่ ถึงตรงนี้ไม่ได้อยู่ที่พี่ตูนแล้วครับ แต่อยู่ที่พวกเราทุกคนนี่แหละที่จะต้องช่วยฮีโร่คนนี่้

































