เศรษฐกิจไม่ดี! น้ำมันแพง! ของขึ้นราคา! แต่ทำไมยอดจอดรถในงาน “มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” กลับพุ่งพรวด จากปี 2025 ยอดจองในงานอยู่ที่ 77,379 คัน มาปีนี้ 2026 ยอดจองรวมสูงถึง 132,951 คัน และที่เป็นพระเอกของงานอย่างไม่ต้องสงสัยคือ “รถไฟฟ้า หรือ EV” ที่มียอดจองสูงถึง 68 เปอร์เซ็นต์ของรถทั้งหมดครับ
สำหรับผมถือว่าเป็นไปตามคาด เมื่อสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นแบบนี้ ใครจะไปคิดครับว่ารถเครื่องยนต์ดีเซล ที่ปกติราคาแพงกว่าเบนซินหากเป็นรถรุ่นเดียวกัน เพราะใช้งานแล้วประหยัด-ถึกทนกว่า วันนี้กลายเป็นรถที่เติมน้ำมันแพงที่สุดไปแล้ว ยิ่งรถกระบะไซซ์ใหญ่ ถังน้ำมันความจุ 100 ลิตร ชั่วโมงนี้ เติมเต็มถังที 5 พันบาทยังไม่ได้ทอน!
ตัวเลขจากมหกรรมโชว์รถในรอบนี้ หากดูภาพรวม ค่ายรถไฟฟ้าจีนนั้นกินขาด แต่ก็เป็นแบบนี้มาสักระยะแล้ว โดยเฉพาะรถ EV ราคาต่ำล้าน ที่มีแทบทุกยี่ห้อให้เลือกจับจอง แต่สิ่งที่น่าสนใจและผมอยากจะหยิบยกมาเป็นตัวอย่าง คือ ยอดจองรถ EV ค่ายญี่ปุ่น อย่าง Mazda 6e ที่ทำยอดจองให้มาสด้าพุ่งไปถึง 3,062 คัน
สำหรับยอดจองงานมอเตอร์โชว์ ย้อนไปในครั้งที่ 46 ปีที่แล้ว มาสด้าทำยอดขายรวมทุกรุ่นได้ 1,899 คัน มาในงานปีนี้ มาสด้า ทำยอดยอดจองรวมทุกรุ่น 4,889 คัน โดยในจำนวนนี้เป็น Mazda 6e รถไฟฟ้ารุ่นแรกของค่ายที่ทำตลาดในเมืองไทย 3,062 คัน ซึ่งคิดเป็น 62.6 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายมาสด้าทั้งหมดในงาน
ซึ่งนี่คือสัญญาณบวกสำหรับรถค่ายญี่ปุ่น หากจะทำตลาดรถ EV สู้กับค่ายรถจีนที่กำลังปูพรมครองเจ้าตลาดในเมืองไทยอยู่ในเวลานี้ครับ จริงอยู่ครับที่ Mazda 6e คือการร่วมมือกันของมาสด้ากับฉางอัน ค่ายรถจากจีน ภายใต้แพลตฟอร์ม DEEPAL L07 แต่เมื่อปลายทางรถคันนี้ตีแบรนด์มาสด้า มันคือความเชื่อมั่นในฐานะรถญี่ปุ่น
โดยกลยุทธ์ที่ทำให้ Mazda 6e กลายเป็นพระเอกให้มาสด้าในรอบนี้ คือการเปิดตัวด้วยสเปกที่ชนกับค่ายจีนตรง ๆ ในราคาเริ่มต้นที่คนต้องขยี้ตาดู “1,169,000 บาท” ซึ่งถือเป็นการเคาะราคาที่ได้ผล เพราะอยู่ตรงกลางระหว่าง EV จีนรุ่นท็อป กับ EV ญี่ปุ่นรุ่นเริ่มต้นอื่น ๆ ที่ราคาทะลุ 1.4 ล้านไปแล้ว ที่สำคัญมีแบตเตอรี่วิ่งได้ไกลถึง 654 กม.
ไม่เพียงแค่มาสด้านะครับ ตัวเลขยอดจองของค่ายยุโรปอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็น่าสนใจ เพราะในงานรอบนี้ มียอดจองได้ทั้งสิ้น 2,111 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็น CLA 250+ Electric ซึ่งเป็นเบนซ์ไฟฟ้าล้วนถึง 1,544 คัน คิดเป็น 73 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองทั้งหมดเลยทีเดียว
ผิดกับค่ายฮอนด้าที่ทำเอาแฟน ๆ ผิดหวัง โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ของประธานและซีอีโอ ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ที่ยอมรับตั้งแต่แรกเลยว่า “ยังไม่สามารถทำราคายังสู้รถจีนได้” ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจากนี้ฮอนด้ากำลังเก็บข้อมูลจริงจากตลาด หรืออาจมีแผนอะไรที่เป็นทีเด็ดเก็บเอาไว้หรือไม่
ฉะนั้น หากไม่นับค่ายรถไฟฟ้าจีนที่ครองตลาดอยู่แล้วในบ้านเรา เคสของ Mazda 6e คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ว่าหากค่ายรถจากญี่ปุ่นที่สเปกเทียบเท่ารถจีน สามารถทำราคาลงมาให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ หรือแพงกว่ารถจีนแบบไม่น่าเกลียด ก็สามารถมัดใจคนไทย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในตัวแบรนด์ที่กินขาด
ในวันนี้ที่ยังมีคนตั้งคำถามถึงรถจีนในระยะยาว มันคือ “โอกาสทอง” ของ EV ญี่ปุ่น ที่จะเป็นที่พึ่งของคนอยากใช้ EV แบบสบายใจครับ จริงอยู่ที่ “ยอดขาย-ยอดจอง” คือตัวเลข ณ วันนี้ แต่ในตลาดรถยนต์ ผู้ชนะตัวจริง คือผู้ที่อยู่รอด และให้บริการอยู่กับลูกค้าได้นานที่สุดมากกว่านั่นเองครับ