Home Inspiration รถเราไม่เก่าเลย อยากเห็น “ยักษ์เขียว” ลงแทร็ก

อยากเห็น “ยักษ์เขียว” ลงแทร็ก

ขอบคุณภาพจาก FB: Thairath Logistic

มอเตอร์สปอร์ตในบ้านเรามีการนำ “รถกระบะ” มาโมดิฟายกันอย่างจริงจังและมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในทุกรายการแข่งขัน แต่สำหรับรถบรรทุกที่ขนาดใหญ่ระดับ 6 ล้อไปจนถึง 10 ล้อ เท่าที่ทราบในบ้านเรายังไม่เคยมีการจัดการแข่งขันแบบจริงจัง ซึ่งพอพูดถึงรถบรรทุกซิ่ง “ยักษ์เขียว” แห่งย่านวิภาฯ คือชื่อแรกที่ผุดเข้ามาในหัว

เปิดปีใหม่มาไม่กี่วัน เรื่องของ “ยักษ์เขียว” รถบรรทุกส่งหนังสือพิมพ์ในตำนานก็เด้งมาในหน้าฟีดเฟซบุ๊กให้ผมเองได้สนใจกดเข้าไปอ่านอีกครั้ง และตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่าเรื่องความเร็วและแรงของรถบรรทุกส่งหนังสือพิมพ์ ที่พูดกันว่าทำความเร็วทะลุ 200 km/h และสามารถขับส่งนสพ. จากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ใน 4 ชั่วโมง! จริงหรือ

ก่อนอื่นคงต้องย้อนกลับไปเข้าใจธรรมชาติของงานข่าวหนังสือพิมพ์ในยุคเฟื่องฟูกันก่อนนะครับ ทุกสำนักต่างต้องการส่งนสพ. ไปสู่มือผู้อ่านทุกเช้าตรู่โดยเฉพาะกรอบเช้า ฉะนั้น จึงมีเรื่องเล่ากันว่า รถส่งนสพ. ฉายายักษ์เขียวยี่ห้ออีซูซุ คือสัญลักษณ์ของความเร็วและความแข็งแกร่งของยานยนต์ จนถึงขั้นที่ถูกปลดระวางยังเป็นที่ต้องการของตลาด

อย่างไรก็ดี ความจริงที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับนักข่าวไทยรัฐเอง เรื่องของความเร็วและความแรง คงไม่ถึงขั้นที่เขาลือกันในโลกออนไลน์ เพราะถ้ากทม. ไปเชียงใหม่ 4 ชั่วโมง นี่มันระดับรถซูเปอร์คาร์เลยนะครับ เพียงแต่ว่าประสบการณ์ของคนที่เจอรถยักษ์เขียวบนถนนอาจจะเห็นถึงความแรงในทางตรงและความดุดันในโค้งก็คงไม่แปลก

ขณะที่อีกหนึ่งความจริงคือ “คุณจูเนียร์” วัชร วัชรพล เคยให้สัมภาษณ์ว่าก่อนที่ทัพยักษ์เขียวจะปรับตัวมาทำธุรกิจโลจิสติกส์ในยุคนี้ ในอดีต “ความเร็ว” คือหัวใจของการขนส่งหนังสือพิมพ์ ทำให้โรงพิมพ์มีการจัดตั้งแผนกซ่อมบำรุงวิภาวดีขึ้นมาเพื่อดูแลรถกลุ่มนี้โดยเฉพาะ จึงเป็นไปได้ว่าอาจมีช่างที่ปรับจูนให้แรงยิ่งขึ้นได้นั่นเองครับ

ปัจจุบัน เมื่อโลกก้าวสู่ยุคดิจิทัล ความนิยมของหนังสือพิมพ์ลดน้อยลง ไทยรัฐไม่ได้ปล่อยให้ฝูงยักษ์เขียวกลายเป็นเพียงตำนานที่หยุดนิ่ง แต่ได้ตัดสินใจปรับตัวครั้งใหญ่สู่ธุรกิจ Thairath Logistics ในปี 2563 นั่นทำให้ยักษ์เขียวในตำนานยังคงอยู่ต่อไป และก็มีการปลดระวางรุ่นเก่าซื้อรุ่นใหม่มาทดแทน ซึ่งเท่าที่เห็นยังคงเป็นอีซูซุเช่นเคย

ซึ่งจากประสบการณ์ของผมเองที่เคยได้ขับและเคยได้คุยกันทีมแข่งรถกระบะในสนาม ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมรถค่ายนี้ถึงยังครองตลาดรถกระบะและรถบรรทุกในบ้านเรา เพราะนอกจากเครื่องยนต์ที่ประหยัดน้ำมันแต่ทนทานต่อการวิ่งงานหนักต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงแล้ว ช่างยังบอกว่าเครื่องยนต์โมดิฟายง่ายไม่ซับซ้อนอีกด้วยครับ

ส่วนความเร็วในปัจจุบัน ต้องบอกว่ากฎหมายเข้มงวดขึ้น รถทุกคันต้องติด GPS และถูกควบคุมความเร็วโดยกรมการขนส่งทางบก (ไม่เกิน 80-90 km/h) ยักษ์เขียวยุคนี้คงไม่สามารถทำความเร็วเหมือนในยุคก่อนแล้ว แต่เน้นความตรงเวลา เป็นรถขนส่งพัสดุที่ไว้ใจได้ในปัจจุบันแทน

อย่างไรก็ดี จากภาพลักษณ์ของจรวดยักษ์ใหญ่ในอดีต คิดแล้วก็อดเสียดายไม่ได้ ว่าถ้าเราส่งยักษ์เขียวอีซูซุ โมดิฟายแบบจัดเต็มอย่างที่เขาว่า ทั้งรีแมปกล่อง ECU ปรับช่วงล่าง เปลี่ยนยางใหม่ เข้าแข่งขัน FIA European Truck Racing Championship ในยุโรป อยากรู้เหมือนกันว่า เมื่อไปเจอกับพวก MAN หรือ Iveco แล้วจะเป็นอย่างไรครับ