
ตลอดเดือนตุลาคมนี้ Tonkit360 ขอร่วมถ่ายทอดและตามรอยส่วนหนึ่งของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีกว่า 4,000 โครงการ
โดยสัปดาห์นี้ เราจะไปตามรอย “โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” ที่เป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภค – บริโภค เป็นที่ช่วยปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ไม่เพียงพอ ช่วยเกี่ยวกับปัญหาอุทกภัย ทำให้ประชาชนได้มีอาชีพใหม่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งความรู้
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นเขื่อนแกนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เป็นแม่น้ำป่าสักขนาดใหญ่อันดับที่ 13 ในจำนวน 25 ลุ่มน้ำของประเทศไทยพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 14,520 ตารางกิโลเมตร ลักษณะของลุ่มน้ำแคบเรียวยาวแหล่งต้นน้ำอยู่จังหวัดเลย ลำน้ำมีความยาว 513 กิโลเมตร ไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี และมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำเฉลี่ยประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532
ให้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสักอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูกและบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำในลุ่มน้ำป่าสัก
เป็นผลเนื่องมายังเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลท ที่นำความเดือดร้อนมาให้ราษฎรเกือบทุกปี
ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2536 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำรัสเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทานว่าหากเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปัจจุบันก็สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง และขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนได้จะต้องก่อสร้างเขื่อน 2 แห่ง ที่แม่น้ำป่าสักและแม่น้ำนครนายก คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินการ วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2537 โครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี ระหว่าง พ.ศ.2537 – 2542 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้เริ่มเก็บกักน้ำครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.
2541 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธี
การก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 23,336 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้างชลประทาน 7,831 ล้านบาท งบประมาณแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม 15,505 ล้านบาท โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และงานอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบเสร็จสมบูรณ์และเพื่อเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติในวาระที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ใน วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
ความหมายของชื่อโครงการ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาพระราชทานนาม เขื่อนนี้ว่า “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” อันหมายถึง เขื่อนแม่น้ำน้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์ของโครงการ
– เพื่อเป็นแหล่งน้ำถาวรเพื่ออุปโภค-บริโภค ของชุมชนต่างๆในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรี
– เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่ชลประทานที่จะเกิดใหม่ในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรีจำนวน174,500ไร่
– เป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่โครงการชลประทานเดิมในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างประมาณ 2,200,000ไร่
– ช่วยบรรเทาอุทกภัยให้แก่พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำป่าสักในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรีและยังมีผลช่วยบรรเทาอุทกภัยให้แก่พื้นที่ตอนล่างด้วย
– เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม
– อ่างเก็บน้ำจะกลายเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่
– เป็นแหล่งน้ำเสริมเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร
– เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
– เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของจังหวัดลพบุรีและสระบุรีดีขึ้น
กิจกรรมภายในโครงการ
จุดชมวิวสันเขื่อน พิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสัก เรียนรู้ธรรมชาติและวัฒนธรรม นั่งรถรางชมทัศนียภาพบริเวณเขื่อนสามารถนั่งได้ถึง 10 คนขึ้นไป มีสินค้าจำหน่ายของที่ระลึกจากชาวบ้าน ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดทานตะวัน น้ำผึ้ง ไข่เค็มดินสอพอง และงานฝีมือต่างๆของชาวบ้าน
อัตราค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ราคา 25 บาท เด็กราคา 10 บาท เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.00 – 17.00 น.วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 7.30 – 18.00น.
ที่พัก
ภายในบริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีที่รับรองสำหรับนักท่องเที่ยว ทั้งแบบบ้านพักและกลางเต็นท์ บ้านพักก็มีชื่อต่างกันไป อาทิ บ้านเดี่ยวธงชัย,บ้านแฝดป่าสัก,เรือนแถวชลสิทธิ์,บ้านละโว้ ภายในบ้านแต่หลังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็น แอร์ ทีวี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น ราคาตั้งแต่ประมาณ 1,200 – 2,500 บาท
แบบกลางเต็นท์ หากนำเต็นท์มาเองคิดค่าพื้นที่ เต็นท์เล็ก 70 บาท เต็นท์ใหญ่ 140 บาท และบริการเช่าเต็นท์ของเขื่อน ราคาไม่รวมเครื่องนอน 200 บาท ราคารวมเครื่องนอน 270 บาท
การเดินทาง
โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งอยู่ที่ ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ระยะทางประมาณ 169 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.30 – 3.00 ชั่วโมง สามารถที่จะไปเช้า – เย็นกลับได้ และติดต่อสอบถาม 036-494-4243
รถยนต์
– ใช้ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1 ) มุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรี ประมาณ 75 กิโลเมตร ถึงตัวสระบุรี
ขับตรงไปมุ่งหน้าสู่จังหวัดลพบุรี ประมาณ 16 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาไปททางจังหวัดเพชรบูรณ์ (ทางหลวงหมายเลข 21) ขับตรงไปประมาณ 21 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปทางอำเภอพัฒนานิคม (ทางหลวงหมายเลข 3017)
– เมื่อเลี้ยวขวาไปอำเภอพัฒนานิคมแล้ว ขับตรงไปประมาณ 16 กิโลเมตร จะพบทางแยก ให้ขับตรงไปประมาณ 500 เมตร จากนั้นเลี้ยวซ้าย ขับตรงไปประมาณ 300 เมตรให้เลี้ยวขวา ก็จะถึงที่หมาย
รถประจำทาง
นั่งรถตู้ที่อนุเสาวรีย์ ราคาประมาณ 100-200 บาท ลงที่บขส.จังหวัดลพบุรี จากนั้นต่อรถสองแถว ลพบุรี – วังม่วง ราคาประมาณ 50-70 บาท บอกพนักงานว่าลงเขื่อนป่าสักฯรถจะจอดให้ตรงแยกเขื่อน และต้องต่อวินมอเตอร์ไซค์เข้าไป ประมาณ 30 บาท






























