Home Work & Living Living แอบบันทึกเสียงสนทนาระหว่างคุยโทรศัพท์ ผิดกฎหมาย PDPA ไหมนะ!

แอบบันทึกเสียงสนทนาระหว่างคุยโทรศัพท์ ผิดกฎหมาย PDPA ไหมนะ!

เป็นเวลากว่า 3 ปีเต็มแล้ว ที่ กฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) หรือพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2565 ซึ่งหลายคนทราบข้อมูลเบื้องต้นของกฎหมาย PDPA ดี ว่าเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิ์กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล คุ้มครองและสร้างมาตรฐานการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้ปลอดภัย ไม่ให้ถูกจัดเก็บหรือนำไปใช้โดยไม่ได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ และต้องนำไปใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ตามคำยินยอมที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอนุญาตเท่านั้น

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรียกว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” นั้น หลายคนอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือเข้าใจไม่ตรงกัน ซึ่งถ้าหากว่าอ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ มาตรา 6 ระบุว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่จะไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น ชื่อ หมายเลขประจำตัว ข้อมูลสถานที่ สิ่งระบุอัตลักษณ์ออนไลน์ รวมถึงปัจจัยอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันที่สามารถระบุอัตลักษณ์ทางกายภาพ สรีรวิทยา พันธุกรรม จิตใจ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือสถานะทางสังคมของบุคคลธรรมดา

ดังนั้น ข้อมูลใดจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากบริบทของการใช้ข้อมูลนั้น ๆ ประกอบ ว่าสามารถทำให้ “ระบุตัวบุคคลนั้น ๆ ได้หรือไม่” สำหรับในกฎหมายไทยฉบับนี้ก็บัญญัติสอดคล้องกับกฎหมายของอีกหลาย ๆ ประเทศ ที่กำหนดบทนิยามของข้อมูลส่วนบุคคลไว้แบบปลายเปิด เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง

PDPA ครอบคลุมข้อมูลอะไรบ้าง

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) หมายรวมถึงข้อมูลเหล่านี้

  • ชื่อ
  • ที่อยู่
  • เบอร์โทรศัพท์
  • รูปถ่าย
  • บัญชีธนาคาร
  • อีเมล
  • ไอดีไลน์
  • บัญชีผู้ใช้เว็บไซต์
  • ลายนิ้วมือ
  • ประวัติสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลอีกประเภทที่เรียกว่า ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้ของบุคคลหนึ่ง ๆ และมีความละเอียดอ่อนอย่างมาก จึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เช่น

  • เชื้อชาติ
  • เผ่าพันธุ์
  • ความคิดเห็นทางการเมือง
  • ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา
  • พฤติกรรมทางเพศ
  • ประวัติอาชญากรรม
  • ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลสุขภาพจิต
  • ข้อมูลสหภาพแรงงาน
  • ข้อมูลพันธุกรรม
  • ข้อมูลชีวภาพ
  • ข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric) เช่น รูปภาพใบหน้า, ลายนิ้วมือ, ฟิล์มเอกซเรย์, ข้อมูลสแกนม่านตา, ข้อมูลอัตลักษณ์เสียง, ข้อมูลพันธุกรรม

แอบบันทึกเสียงสนทนาระหว่างคุยโทรศัพท์ ผิดกฎหมาย PDPA ไหมนะ!

ต้องบอกว่าในยุคปัจจุบัน “การแอบอัดเสียง” นั้น สามารถกระทำได้ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือที่มีแอปพลิเคชันบันทึกเสียงพื้นฐาน เครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็ก หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ซึ่งการแอบบันทึกเสียงนี้อาจมีจุดประสงค์ต่างกันไป เช่น ต้องการนำไปใช้เป็นหลักฐาน การเก็บข้อมูล การสืบหาข้อเท็จจริง หรือแม้แต่นำมาใช้แบล็กเมลอีกฝ่าย เป็นการกระทำที่ขู่กรรโชกเพื่อเรียกร้องเอาทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ แลกเปลี่ยนกับการเปิดเผยความลับหรือทำให้เสียหายเดือดร้อน โดยเราจะเห็นว่าการแอบอัดเสียงเพื่อประโยชน์บางอย่างนั้นเกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์ และที่สำคัญ เกิดขึ้นกับใครก็ได้ ตั้งแต่ชาวบ้านทั่วไปอย่างเรา ๆ ยันนายกรัฐมนตรี!

จะว่าไปแล้ว การบันทึกเสียงสนทนา (ระหว่างคุยโทรศัพท์) เป็นเรื่องที่ใครหลายคนเคยทำด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป และส่วนใหญ่ไม่ได้นำไปใช้ในทางมิชอบ นอกจากนี้ ก่อนหน้าที่จะมีกฎหมาย PDPA การลักลอบบันทึกเสียงของคนอื่นจะผิดกฎหมาย ก็ต่อเมื่อเป็นการลักลอบบันทึกคำสนทนาของคนอื่น แต่ถ้าเป็นการบันทึกคำสนทนาของตนเองกับคู่สนทนา ถือว่าเป็นสิทธิของคู่สนทนาทั้งสองฝ่ายที่บันทึกเสียงคำสนทนาของตนกับคู่สนทนาไว้ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือบอกให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ล่วงหน้าก่อน ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่เมื่อมีกฎหมาย PDPA แบบในปัจจุบัน การแอบบันทึกเสียงสนทนา (ระหว่างคุยโทรศัพท์) โดยที่คู่สนทนาไม่รู้ตัวและไม่ได้ให้ความยินยอม ถือเป็นการเก็บรวบรวม “ข้อมูลส่วนบุคคล” โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย PDPA ได้ เนื่องจากกฎหมาย PDPA ได้นิยาม “ข้อมูลส่วนบุคคล” ว่าเป็นข้อมูลใด ๆ ที่สามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม และ “เสียง” ถือเป็นข้อมูลชีวภาพ (Biometric Data) ที่สามารถใช้ระบุตัวตนของบุคคลได้ จึงจัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ เนื้อหาในบทสนทนาก็มักจะมีข้อมูลอื่น ๆ ที่ระบุตัวตนได้เช่นกัน เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถใช้ระบุตัวตนของบุคคลได้เช่นกัน

ที่สำคัญ หัวใจของกฎหมาย PDPA คือ “การขอความยินยอม” จากเจ้าของข้อมูลก่อนที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขา ดังนั้น การกระทำในลักษณะของ “แอบบันทึกเสียง” ถือเป็นการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคล (เสียง) โดยที่เจ้าของข้อมูล (คู่สนทนา) ไม่ได้ให้ความยินยอม และยิ่งถ้าหากมีการนำเสียงที่บันทึกนั้น “ไปใช้ หรือเปิดเผย หรือเผยแพร่” ต่อบุคคลที่สามโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล (คู่สนทนา) ก็จะยิ่งมีความผิดชัดเจนมากขึ้น

เพราะฉะนั้น การบันทึกเสียงการสนทนา หากเป็นการได้รับการยินยอมจากทั้งสองฝ่าย สามารถทำได้ แต่หากคลิปเสียงนั้นถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ และทำให้บุคคล ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสื่อมเสียชื่อเสียง เนื่องจากถูกละเมิดสิทธิ ผู้ที่ได้รับความเสียหาย สามารถฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องสิทธิและค่าเสียหายได้ ทั้งทางแพ่งและอาญา ทั้งนี้ การบันทึกเสียงเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการปกป้องสิทธิ์ของตนเองในกระบวนการทางกฎหมาย อาจเป็นข้อยกเว้นที่ได้รับการยอมรับ หรือการบันทึกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ก็อาจไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย PDPA

แม้ว่าการบันทึกเสียงในบางกรณีจะไม่มีผลทางกฎหมาย ทว่าการจะบันทึกเสียงของคู่สนทนาก็ถือเป็นมารยาทที่ควรแจ้งให้ทราบและขอความยินยอมก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย หลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย และไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น แต่หากว่าการบันทึกเสียงจำเป็น ก็ควรใช้เฉพาะในกรอบที่กฎหมายอนุญาต เช่น การใช้ในกระบวนการพิจารณาคดี การใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม แต่ควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคู่สนทนาที่ถูกอัดเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคลิปเสียงนั้นมีข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้ เช่น ชื่อ ที่อยู่ หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ การเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม จะถือเป็นการละเมิดกฎหมาย PDPA อย่างชัดเจน

เรื่องของกฎหมาย PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ถือเป็นกฎหมายที่ค่อนข้างใหม่ที่คนไทยยังต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจอีกมาก เพื่อให้สามารถเข้าใจข้อกฎหมายได้อย่างชัดเจน นำไปใช้อย่างถูกต้อง ทั้งเพื่อไม่ไปละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนอื่น และเพื่อปกป้องตนเองที่อาจโดนละเมิดความเป็นส่วนตัวได้เช่นกัน ซึ่งถ้าหากว่าต้องการจะเข้าใจกฎหมาย PDPA ให้ครอบคลุมมากที่สุด และนำไปใช้ปฎิบัติได้อย่างถูกต้อง สามารถลงเรียน คอร์สออนไลน์ PDPA E-Learning ซึ่งสอนโดยวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์โดยตรง เรียนจบ รับประกาศนียบัตรจากสถาบันพัฒนาและทดสอบทักษะดิจิทัล ในทุกคอร์สที่เรียน