เสาร์ที่ 14 ตุลาคมนี้แล้วนะครับ ที่ศึกวันแดงเดือดระหว่าง ลิเวอร์พูล กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะได้ฤกษ์กลับมาเจอกันอีกครั้งที่สนามแอนฟิลด์
เจ้าถิ่นเองจะถือโอกาสตัดไม้ข่มนามใช้วันนี้เป็นวันเปิดตัวอัฐจันทร์ชื่อว่า “เคนนี่ เดลกลิช แสตนด์” เพื่อเป็นเกียรติแก่นักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งที่สุดเท่าที่ “หงส์แดง” เคยมีมา แถมยังเป็นผู้จัดการทีมและบุคลากรที่ทุกคนในเมืองลิเวอร์พูลให้ความรักและยกย่อง
ถือเป็นการเชิดชูบุคคลที่ทำคุณค่าความดีกันตั้งแต่ชาตินี้ เป็นธรรมเนียมน่าชื่นชมของฝรั่งเขาที่ไม่ต้องรอให้เสียชีวิตก่อนแล้วถึงจะค่อยรู้สึกรู้สมนึกทำอะไรให้กัน
คนดี คนเก่ง ก็ต้องยกย่องชมกันดังๆ เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนในสังคมปฏิบัติตาม ตรงกันข้าม คนเลว คนเห็นแก่ตัว ต้องแยกแยะให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เพื่อให้เด็กหรือคนอื่นในสังคมเห็น จะได้ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ลิเวอร์พูลจะทำการเปลี่ยนชื่ออัฐจันทร์ที่นั่งทางฝั่งเซนเทนนารี่ แสตนด์ ให้เป็นชื่อของ “คิง เคนนี่” เฉกเช่นเดียวกับที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยให้เกียรติ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาแล้ว น่าจะเป็นไฮไลท์สำคัญของแดงเดือดเสาร์นี้ และแน่นอนเราคงได้เห็นตำนานนักเตะของทั้งสองสโมสรเข้าไปอยู่ในแอนฟิลด์เพื่อเป็นสักขีพยาน
เคนนี่ เดลกลิช นั้นถือว่าเป็นคนที่เกิดมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เขาเล่นให้กลาสโกว์ เซลติก แห่งสกอตแลนด์จนโด่งดังอายุ 26 ปีแล้ว ก่อนที่บ็อบ เพสลี่ย์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ซึ่งปกติจะซื้อนักฟุตบอลอายุเพียง 23-24 ปีไปดึงตัวมาเพื่อภารกิจหนักอึ้งในการแทนที่ “คิง เคฟ” หรือ เควิน คีแกน ที่ขอย้ายไปหาประสบการณ์กับฮัมบูร์ก ในบุนเดสลีกา
เดลกลิช ย้ายมาปีแรกก็พาทีมเป็นแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ ถ้วยใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยตัวเขาเองเป็นผู้ยิงประตูชัยด้วย หลังจากนั้นความสำเร็จก็หลั่งไหลเข้ามาจนตัวเขาเองกลายเป็นฮีโร่ของชาว “เดอะค็อป”
ปี 1985 ตำนานสกอตติชผู้นี้ถูกผลักดันให้เป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมไปพร้อมๆกัน เอากะเขาสิ ยังกับการ์ตูน รอยแห่งโรเวอร์ ยังไงยังงั้น “คิง เคนนี่” สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยการพาทีมคว้าดับเบิลแชมป์ โดยตัวเองมีบทบาทสำคัญทั้งในและนอกสนาม
เคนนี่ ลาออกแบบช็อคโลกเพราะความกดดันในปี 1991 แล้วกลับมาคุมทีมภาคสองในปี 2011 แม้จะเรื้อเวทีไปนานแต่เขายังสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพ ปี 2012 ไม่น่าเชื่อว่านั่นคือถ้วยสุดท้ายที่ “หงส์แดง” เคยได้มาประดับตู้โชว์ของสโมสร
เสาร์นี้ต้องบอกว่าผู้บริหารลิเวอร์พูลช่างกล้าที่เลือกวันดวลกับแมนฯยูไนเต็ด เป็นดีเดย์เปิดป้ายชื่อแสตนด์ใหม่ โดยไม่หวั่นว่าตำนานจะหน้าแตกเพราะตอนนี้ “ปิศาจแดง” กำลังร้อนแรงเหลือเกิน ถึงตอนนี้คงต้องภาวนาให้นักเตะรุ่นหลานในทีมโชว์ฟอร์มสุดยอดออกมาให้ได้ ไม่งั้นหากพลาดพลั้งพ่ายคู่แค้นในวันสำคัญเข้า มันคงจะงามไส้น่าดู.






























