ผู้หญิงอย่างเราจะมีลิปสติกกี่แท่งกี่สีก็ได้ปะ? จริง ๆ แล้วมันก็มีเหตุผลอยู่นะว่าทำไมผู้หญิงหลายต่อหลายคนมีปากอยู่ปากเดียวแท้ ๆ แต่ขยันซื้อลิปสติกได้ทุกครั้งที่แบรนด์โปรดออกรุ่นใหม่ ไม่ก็รุ่นเดียวกันนี่แหละแต่คนละสี รักพี่เสียดายน้อง เลือกไม่ได้เลยเอาสีที่ชอบมาหมด บ้างก็ไถโซเชียลมีเดียไปเจอเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายบิวตี้รีวิวลิปตัวใหม่เข้าก็ไม่รอช้าที่จะกดลงตะกร้า บางทีแค่เข้าไปเดินเล่นในร้านขายเครื่องสำอางเฉย ๆ เอง ก็ไม่วายแวะไปโซนลิปสติก และทีแรกก็ตั้งใจจะหยิบมาลอง swatch ดูสีดูเนื้อแค่นั้น แต่บทสรุปกลายเป็นว่าเสียเงิน แล้วได้ลิปสติกอย่างน้อย 1 แท่งกลับบ้านซะงั้น หรือแม้แต่นอนดูซีรีส์ใน Netflix ก็ยังตามหาพิกัดลิปสติกสีเดียวกันกับตัวละครเลย!
แม้ว่าผู้หญิงจะมีลิปสติกกี่แท่ง กี่รุ่น กี่สี กี่เนื้อก็ตาม แต่ผู้หญิงจำนวนหนึ่งอาจไม่เคยได้สังเกตว่าในบรรดาลิปสติกทั้งหมดที่ตัวเองมี จะต้องมีอย่างน้อย 1 แท่งที่เป็นสีออกโทนแดง ไม่ว่าจะเป็นแดงเฉดไหนก็ตาม คือถ้าปกติเป็นคนชอบทาลิปสีแดงอยู่แล้วก็คงปกติที่ลิปทุกแท่งที่มีจะเป็นสีโทนแดง แต่ผู้หญิงหลายคนที่ชอบลิปสีอื่น อย่างโทนสีส้ม โทนสีชมพู โทนสีน้ำตาล ซึ่งถ้าแยกเป็นเฉดก็จะมีสีที่หลากหลายได้อีกเป็นสิบ ๆ สีเลย ถึงอย่างนั้นก็จะต้องมีแท่งที่โทนสีแดงรวมอยู่ด้วยเสมอ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทำไมลิปสติกสีแดงจึงเป็นสีที่ยืนพื้นเรื่องความคลาสสิกของลิปสติก
“ลิปสติกสีแดง” อาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องสำอาง
สำหรับผู้หญิงหลายคน ลิปสติกไม่ใช่แค่ “เครื่องสำอาง” ที่ใช้แต่งแต้มเติมสีสันให้กับริมฝีปากบนใบหน้า แต่ในแง่หนึ่ง ลิปสติกมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยใช้สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมาสู่โลกภายนอก ผู้หญิงหลายคนรู้สึกว่าต่อให้ตัวเองไม่ได้แต่งหน้า แต่แค่ได้ทาลิปสติกสีสด ๆ ก็รอดแล้ว เพราะการทาลิปสติกจะช่วยให้ใบหน้าโดยรวมดูสดใสและมีชีวิตชีวาขึ้น ที่สำคัญคือ ทำให้รู้สึกมีความมั่นใจมากพอที่จะก้าวออกจากบ้านไปเจอผู้คน
ด้วยพลังของสีสันที่ถูกเติมแต่งลงบนริมฝีปากซึ่งอยู่กึ่งกลางของใบหน้า มันจึงกลายเป็นจุดโฟกัสที่ทำให้ใบหน้าดูโดดเด่นขึ้นมา เบี่ยงเบนความสนใจไปจากส่วนอื่น ๆ ที่เราไม่ได้แต่งเติม ทำให้จุดบกพร่องเหล่านั้นถูกมองข้ามไปได้โดยง่าย ซึ่งเมื่อเทียบกับการแต่งหน้าแบบเต็มรูปแบบที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15-30 นาที แต่การหยิบลิปสติกขึ้นมาทานั้นอาจใช้เวลาไม่ถึง 30 วินาที ทว่าสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง ทรงพลัง และทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดได้
ดังนั้น ลิปสติกจึงเป็นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องสำอางสำหรับสาว ๆ แต่เป็นสิ่งที่ใช้ในการ “ประกอบพิธีกรรม” เล็ก ๆ หน้ากระจก ที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าตัวเองดูดีขึ้น (อย่างน้อยก็ดีกว่าตอนไม่ทำอะไรกับหน้าเลย) ส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่า “ฉันพร้อมแล้ว” เกิดเป็นความมั่นใจจากภายในที่ฉายออกมาสู่ภายนอก ทำให้บุคลิกโดยรวมของผู้หญิงดูดีขึ้น และหากผู้หญิงเลือกใช้ “ลิปสติกสีแดง” ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่อยู่คู่วงการความงามมาทุกยุคทุกสมัย เป็นตัวเลือกยอดนิยมเหนือกาลเวลาของสาว ๆ มันจะแสดงให้เห็นถึงความหมายในอีกหลายมิติที่ซ่อนอยู่ ทั้งในเชิงจิตวิทยา ประวัติศาสตร์ และในเชิงความงาม
พลังแห่งสีแดงในเชิงจิตวิทยา
หลายคนอาจทราบมานานแล้วว่า “สี” มีอิทธิพลทางจิตวิทยาที่จะกระตุ้นให้เกิดหรือลดความรู้สึกและอารมณ์ต่าง ๆ ได้ โดยในทางจิตวิทยา สีแดง (Red) คือสีที่ทรงพลังและมีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์มากที่สุด เป็นสีที่กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทได้รุนแรงและดึงดูดสายตาได้ในทันที ความหมายของสีแดงนั้นมีลักษณะสองขั้วที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง คือสามารถเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์เชิงบวกและความรู้สึกด้านลบที่รุนแรงในเวลาเดียวกัน
เชิงบวก สีแดง ให้ความหมายของความรักที่ร้อนแรง ความหลงใหล ตัวแทนของหัวใจ ความโรแมนติก พลังงานที่เปี่ยมไปด้วยความความกระตือรือร้น ทำให้ตื่นตัว มีชีวิตชีวา แสดงถึงอำนาจ ความเป็นผู้นำ และความกล้าหาญ รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความความโดดเด่นและความสำคัญ ดึงดูดความสนใจได้มากที่สุด ทำให้มันถูกใช้เพื่อเน้นย้ำในสิ่งที่สำคัญ อย่างที่ใคร ๆ ก็พูดกันว่า “จะถูกจะแพงขอแดงไว้ก่อน!”
อย่างไรก็ตาม ในเชิงลบ สีแดง จะให้ความหมายถึงความอันตราย ความโกรธ ความก้าวร้าว ความกดดัน และความเครียด ด้วยความที่สีแดงเป็นสีที่โดดเด่นและดึงดูด สมองของคนเราจึงเชื่อมโยงสีแดงเข้ากับสถานการณ์ที่ดูอันตราย ความเดือดดาล ความรุนแรง อันกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอึดอัด และกดดันได้
ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ผู้หญิงเลือกที่จะหยิบลิปสติกสีโทแดงออกมาใช้ นัยหนึ่งก็เพื่อแสดงพลังในเชิงจิตวิทยา คือ
- เพิ่มความมั่นใจและพลังอำนาจ สีแดงเป็นสีที่ทรงพลังและดึงดูดสายตาที่สุด การทาลิปสติกสีแดงจึงเป็นเหมือนการประกาศความมั่นใจ ความกล้าแสดงออก และทำให้ผู้หญิงรู้สึกโดดเด่นและมีพลังอำนาจ (Empowered) ในทันที ผู้หญิงที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำจำนวนมากจึงมักใช้ลิปสติกสีแดงเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ที่ดูเป็นมืออาชีพและน่าเกรงขาม ทำให้รู้สึก “พร้อมสู้” มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่สำคัญ
- เพิ่มความน่าดึงดูด อย่างที่บอกว่าในทางจิตวิทยา สีแดงเป็นสีที่สามารถเชื่อมโยงกับความรัก ความปรารถนา และความมีชีวิตชีวา การใช้ลิปสติกสีแดงทาริมฝีปาก จึงเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพที่ดีและความเยาว์วัย ยิ่งลิปสติกสีแดงสด ยิ่งทำให้ผู้ที่ทาลิปสติกสีแดงดูเซ็กซี่และน่าหลงใหลขึ้นได้ในสายตาของผู้พบเห็น
- เปลี่ยนอารมณ์ให้สดใส ในวันที่รู้สึกเหนื่อย โทรม หรือบางทีอาจจะแค่ขี้เกียจแต่งหน้าเฉย ๆ การหยิบลิปสติกสีแดงขึ้นมาทา จะสามารถเปลี่ยนลุคและอารมณ์ให้กลับมาสดใสและกระฉับกระเฉงได้ทันที เป็นการใช้เวลาสั้น ๆ ไม่กี่วินาทีหน้ากระจก สะท้อนตัวตน อารมณ์ และสไตล์ในวันนั้น ๆ ออกมา ลิปสติกสีแดงจึงเปรียบเสมือนเครื่องประดับชิ้นหนึ่งของผู้หญิงที่ต้องมีติดกระเป๋าไว้เลยก็ว่าได้
สีแดงในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
นอกจากพลังในเชิงจิตวิทยาแล้ว สีแดงยังมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้วย โดยเฉพาะกับสีของลิปสติก ถือว่ามีความผูกพันกับผู้หญิงมาอย่างยาวนาน
- สัญลักษณ์ของความงามแบบคลาสสิก ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ พระนางคลีโอพัตราใช้สีแดงแต่งแต้มริมฝีปาก จนมาถึงยุคทองของดาราไอคอนิกระดับโลกอย่าง มาริลีน มอนโร หรือเอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ที่มักจะทาลิปสติกสีแดงอยู่เสมอ ทำให้ลิปสติกสีแดงกลายเป็นภาพจำของความหรูหรา สง่างาม และเป็นอมตะ
- สัญลักษณ์ของการเรียกร้องสิทธิสตรี ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 กลุ่มสตรีที่ออกมาเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งในนิวยอร์ก ได้พร้อมใจกันทาลิปสติกสีแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านและการประกาศอิสรภาพ รวมถึงท้าทายกรอบของสังคมในสมัยนั้น ที่มักมองว่าผู้หญิงที่แต่งหน้าเป็นคน “ไม่ดี” นั่นทำให้ลิปสติกสีแดงมีความหมายที่ลึกซึ้งในเชิงพลังหญิง (Female Empowerment) มากขึ้น
- สัญลักษณ์ของความหรูหราและความหวัง ในยุคทองของฮอลลีวูด ลิปสติกกลายเป็นภาพจำของความสง่างามและความสำเร็จ นอกจากนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การทาลิปสติกสีแดงของผู้หญิงเปรียบเสมือนการแสดงออกถึงความรักชาติและการรักษาขวัญกำลังใจให้คงอยู่ด้วย
สีแดงในเชิงความงามเมื่อใช้งานจริง
สำหรับผู้หญิงหลายคน การเลือกใช้ลิปสติกสีแดงอาจเป็นแค่ความพึงพอใจส่วนตัว และมีความหมายในเชิงความงามเมื่อหยิบมาใช้งานจริงเท่านั้น หรือก็คือเป็น “สีที่ชอบ” และ “ทาแล้วสวย” เพราะโดยทั่วไป การเลือกสีลิปสติกขึ้นมาใช้ นอกจากจะเป็นหนึ่งในวิธีที่ผู้หญิงใช้แสดงออกถึงอารมณ์ บุคลิกภาพ หรือภาพลักษณ์ที่ตนเองต้องการให้ผู้อื่นเห็นแล้ว ก็เพื่อความงามตามสถานการณ์ เพราะสีแดงให้ความงามแบบเฉพาะตัว
- ขับผิวและทำให้ใบหน้าสว่างขึ้น ลิปสติกสีแดงสดหรือแดงเข้มเพียงแท่งเดียว สามารถทำให้ใบหน้าโดยรวมดูสว่างและสดใสขึ้นได้ทันที แม้จะแต่งหน้าส่วนอื่นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้แต่งเลยก็ตาม
- ทำให้ฟันดูขาวขึ้น ลิปสติกสีแดงเข้มที่มีอันเดอร์โทนสีน้ำเงิน (Cool-toned red) จะช่วยลดความสดใสของสีส้มและเหลืองลง และขับให้สีของฟันดูขาวสว่างขึ้น นี่เป็นเคล็ดลับความงามที่ใช้ได้ผลเสมอ
- ใช้ได้ทั้งลุคกลางวันและกลางคืน ลิปสติกสีแดงสามารถใช้งานได้หลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะงานกลางวันหรืองานกลางคืน สามารถทาสีแดงระเรื่อ หรือทาแบบฟุ้ง ๆ ที่ขอบปากเพื่อให้ได้ลุคสดใสและโดดเด่นในตอนกลางวัน หรือทาแบบเต็มริมฝีปากเพื่อความสวยหรูดูแพง หรือเซ็กซี่เย้ายวนสำหรับออกงานตอนกลางคืน
- เข้าได้กับทุกสีผิว ไม่ว่าคุณจะมีสีผิวโทนไหน จะมีลิปสติกสีแดงเฉดสีที่เหมาะกับคุณเสมอ เพราะโดยทั่วไป เราจะแบ่งเฉดของสีต่าง ๆ ตาม “อันเดอร์โทน” (Undertone) เป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้เราเลือกสีแดงที่เข้ากับสีผิวได้ง่ายขึ้น และทำให้ผู้หญิงทุกคนสามารถสนุกกับสีแดงได้
- แดงโทนร้อน (Warm Reds) เป็นกลุ่มสีแดงที่มีเบสเป็นสีโทนอุ่นอย่าง สีส้ม, สีเหลือง, หรือสีน้ำตาล ผสมอยู่ ให้ความรู้สึกสดใส มีพลัง และเป็นมิตร เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวอันเดอร์โทนอุ่น (ผิวโทนเหลือง) เช่น แดงสการ์เล็ต, แดงปะการัง, แดงมะเขือเทศ, แดงอิฐ, แดงสนิม, แดงพริก
- แดงโทนเย็น (Cool Reds) เป็นกลุ่มสีแดงที่มีเบสเป็นสีโทนเย็นอย่าง สีน้ำเงิน, สีชมพู, หรือสีม่วง ผสมอยู่ ให้ความรู้สึกที่ดูหรูหรา สง่างาม ลึกลับน่าค้นหา และยังช่วยขับให้สีฟันดูขาวขึ้น เหมาะมากสำหรับผู้ที่มีผิวอันเดอร์โทนเย็น (ผิวโทนชมพู) เช่น แดงเชอร์รี, แดงทับทิม, แดงราสเบอร์รี, แดงแครนเบอร์รี, แดงเบอร์กันดี, แดงเลือดหมู, แดงไวน์, แดงอมม่วงมาเจนต้า
- แดงแท้ / แดงโทนกลาง (True Reds / Neutral Reds) เป็นสีแดงที่อยู่ตรงกลาง มีความสมดุลของอันเดอร์โทนสีเหลืองและสีน้ำเงิน ทำให้เป็นสีแดงที่คลาสสิกที่สุดและ เข้าได้กับทุกสีผิว เป็นสีที่ปลอดภัยและสาว ๆ ควรมีลิปสีแดงแบบนี้ติดไว้ทุกคน บอกเลยว่าลิปสติกสีแดงแท้แบบ Dior 999 หรือ MAC Ruby Woo นั้น คนเขาหากันควั่ก!
- น้อยแต่มาก สีแดงมีความน้อยแต่มาก (Minimal Effort, Maximum Impact) ในวันที่เร่งรีบหรือขี้เกียจแต่งหน้าแบบจัดเต็ม แค่มีคิ้วที่เป๊ะ ปัดมาสคาร่าเล็กน้อย และปิดท้ายด้วยลิปสติกสีแดง ก็สามารถสร้างลุคที่ดูสวยครบและตั้งใจได้ในทันที หรือในวันที่ขี้เกียจแต่งหน้า แต่ต้องออกไปทำกิจกรรมบางอย่างนอกบ้าน แค่ลิปสติกสีแดงแท่งเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ใบหน้าดูสดใส ไม่ซีด ไม่โทรม ออกจากบ้านได้อย่างมั่นใจมากขึ้นแล้ว ลิปสติกสีแดงจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเติมความมั่นใจได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายที่สุด เพียงพริบตาเดียว
จะเห็นได้ว่า “ลิปสติกสีแดง” มีความสำคัญในมิติที่ลึกซึ้งกว่าที่เราคิด ไม่ใช่แค่เทรนด์แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป หรือเป็นแค่เครื่องสำอางชิ้นหนึ่งที่พกไปไหนมาไหนในกระเป๋า แต่มันเป็นไอเทมคู่ใจสุดคลาสสิกเหนือกาลเวลา ที่ผู้หญิงทุกคนควรจะมีติดกระเป๋าไว้อย่างน้อย 1 แท่งด้วยซ้ำ เพราะมันช่วยเสริมทั้งความงาม ความมั่นใจ และสะท้อนพลังในตัวเองได้อย่างชัดเจนที่สุด






























